รมว.กลาโหมสวีเดน ลั่น ไทยมีสิทธิ์ใช้กริพเพน ป้องกันตนเอง

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

27 สิงหาคม 2568

รมว.กลาโหมสวีเดน ลั่น ไทยมีสิทธิ์ใช้กริพเพน ป้องกันตนเอง

ภายหลังวันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พอล จอนสัน (Pål Jonson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสวีเดน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ระยะที่ 1 รวม 4 ลำ และข้อตกลงนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset Policy) ของกองทัพอากาศ นั้น

(26 ส.ค. 68) เฟซบุ๊ก สรุยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ต่อถ้อยสัมภาษณ์ของ ดร.พอล ยอนสัน (Pål Jonson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสวีเดน ภายหลังการลงนามจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน โดยยืนยันว่า ไทย มีสิทธิ์ใช้กริพเพนตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันตนเอง

ระบุว่า

ดร.พอล ยอนสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสวีเดน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความร่วมมือระหว่างสวีเดนและไทย ภายหลังการลงนาม จัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีกริพเพน

ดร.พอล ย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หลังการลงนามในสัญญาความร่วมมือฉบับล่าสุด พร้อมแสดงความเห็นต่อกรณีการใช้เครื่องบินขับไล่กริพเพนในสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา

ดร. ยอนสันกล่าวว่า “สิ่งนี้ (สัญญาฉบับล่าสุด) ทำให้ความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสวีเดนและไทยลึกซึ้งยิ่งขึ้น และผมภูมิใจมากที่เรามีคนไทยจำนวนมากอาศัยอยู่ในสวีเดนกว่า 80,000 คน และมีชาวสวีเดนกว่า 200,000 คนเดินทางมาประเทศไทยทุกปี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน ชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยในวงกว้าง นอกเหนือจากมิติด้านความมั่นคง โดยกล่าวว่า “ผมคิดว่าความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคส่วนที่กว้างขวางขึ้นของสังคมไทยด้วย เพราะแพ็คเกจชดเชยจาก Saab (บริษัทผู้ผลิตกริพเพน) จะหมายถึงการลงทุนในด้านการศึกษา การวิจัยและพัฒนา และภาคเกษตรกรรมของไทย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบจากการที่ไทยนำเครื่องบินขับไล่กริพเพนเข้าปฏิบัติการในช่วงความขัดแย้งกับกัมพูชา ดร. ยอนสันได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “คุณ (ประเทศไทย) มีสิทธิ์ใช้กริพเพนตามกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง แน่นอนว่านั่นเป็นทางเลือกของคุณ ตราบเท่าที่คุณใช้มันตามกฎบัตรสหประชาชาติและตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

นอกจากนี้ ดร. ยอนสันยังได้แสดงความเห็นว่า ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาต่างมีความพยายามที่จะลดความตึงเครียดของสถานการณ์ และยินดีที่มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมและมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามามีบทบาท ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองชาติ

“แน่นอนว่าประเทศไทยก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ มีสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง และเราเคารพในสิ่งนั้น” ดร. ยอนสันกล่าวปิดท้าย

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว