โค้งสุดท้าย เลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ แฮร์ริส VS ทรัมป์ ลุ้นคะแนนรัฐสวิงสเตท
ขวัญ อีจัน
4 พฤศจิกายน 2567

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. 67 โดยในครั้งนี้เป็นการชิงชัยระหว่าง คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี จากพรรคเดโมแครต และ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี จากพรรครีพับลิกัน
ล่าสุด สื่อในประเทศสหรัฐอเมริกาได้รายงานผลสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครทั้ง 2 ราย ซึ่งพบว่าค่อนข้างสูสีกันมาก โดยเป็น รองประธานาธิบดีแฮร์ริส มีคะแนนนิยมนำ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ อยู่เพียงเล็กน้อย แต่ในรัฐสวิงสเตท หรือรัฐที่มีความสำคัญและมีความผันผวนสูง กลับเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีคะแนนนำอยู่ อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ 270ToWin
อย่างไรก็ตาม มีอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจจะเป็นตัวชี้วัดผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯในครั้งนี้นั่นก็คือ 7 รัฐสวิงสเตท ที่มีความผันผวนทางคะแนน ซึ่งจากการสำรวจล่าสุดพบว่า มีถึง 5 รัฐด้วยกันที่คะแนนของ ทรัมป์ นำหน้า แฮร์ริส อยู่ ได้แก่
รัฐแอริโซนา แฮร์ริส 46.7% ทรัมป์ 48.3%
รัฐจอร์เจีย แฮร์ริส 47.3% ทรัมป์ 48.5%
รัฐนอร์ธแคโรไลนา แฮร์ริส 47.3% ทรัมป์ 48.5%
รัฐเนวาดา แฮร์ริส 47.6% ทรัมป์ 48.2%
รัฐเพนซิลเวเนีย แฮร์ริส 48.2% ทรัมป์ 48.3%
ส่วนอีก 2 รัฐ ที่ แฮร์ริส มีคะแนนนำ ทรัมป์ ได้แก่
รัฐมิชิแกน แฮร์ริส 48.4% ทรัมป์ 46.9%
รัฐวิสคอนซิส แฮร์ริส 48.7% ทรัมป์ 47.9%

ในส่วนของนโยบายผูัท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐทั้ง 2 รายนั้น ถือว่ามีความแตกต่างกันในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการค้า การนำเข้า เศรษฐกิจ รวมถึงความสำคัญกับ จีน
นโยบายการค้าและภาษีนำเข้า
คามาลา แฮร์ริส : เสนอแผนดำเนินนโนบายตามรัฐบาลก่อนหน้านี้ในการตอบโต้ทางการค้าจีนด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรายการเดิมรวมถึงกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่งประกาศเพิ่มในช่วงต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในกรณีความขัดแย้งกับประเทศคู่ค้าในกลุ่มสินค้าเหล็กและเครื่องบินพาณิชย์ อีกทั้ง ยังไม่ให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade Deals) กับประเทศคู่ค้ามากนัก นอกจากนี้ ยังจะใช้เครื่องมือกีดกันทางการค้าในรูปของภาษีนำเข้าเพื่อสนับสนุนการจ้างงานสำหรับแรงงานชาวอเมริกันอีกด้วย
โดนัลด์ ทรัมป์ : มีนโยบายกดดันการค้าระหว่างประเทศกับจีนที่เข้มข้นมากขึ้นต่อเนื่องจากสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเสนอให้สหรัฐฯ เพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นอัตราร้อยละ 60 และสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นในอัตราร้อยละ 10 – 20 อีกทั้ง ยังสนับสนุนให้การค้าระหว่างประเทศเป็นระบบต่างตอบแทน (Reciprocity) โดยให้ใช้อัตราภาษีระดับเดียวกันกับที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ถอดถอนสถานะการค้าปกติ (Permanent Normal Trade Relations หรือ PNTR) กับจีน ซึ่งสถานะดังกล่าวเป็นประโยชน์สำหรับจีนในฐานะสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) อย่างไรก็ตาม การพิจารณาถอดถอนดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเนื่องจากจะส่งผลกระทบต่ออัตราภาษีนำเข้าสินค้าเป็นการถาวร

นโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม
คามาลา แฮร์ริส : มีนโยบายให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม น้ำ และอากาศ ลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมอันเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ (The Climate Crisis) นอกจากนี้ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดียังได้มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาผ่านร่างรัฐบัญญัติ The Inflation Reduction Act (IRA) ซึ่งสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และลดการใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในรูปของเงินทุน เงินกู้ยืม และภาษีส่วนลด อีกทั้ง ยังเคยมีนโยบายคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซปิโตเลียมด้วยวิธีการ Fracking ที่ส่งผลกระทบทำให้ชั้นหินแตกตัวซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
โดนัลด์ ทรัมป์ : เชื่อว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องหลอกลวง โดยเสนอให้ยกเลิกการให้ภาษีส่วนลดสำหรับการซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และยกเลิกรัฐบัญญัติ IRA ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น โรงงานไฟฟ้าจากพลังงานลม โรงงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงงานผลิตแบตเตอรี (สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า) เป็นต้น รวมถึงยกเลิกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้ถ่านหินในโรงงานผลิตพลังงาน การปล่อยก๊าซของเสียรถยนต์ และการปล่อยก๊าซมีเทนในอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียม เป็นต้น
นโยบายความสัมพันธ์จีน
คามาลา แฮรริส : มีนโยบายสานต่อรัฐบาลปัจจุบันในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศในเขตแปซิฟิกเพื่อคานอำนาจจีน และมีนโยบายสนับสนุนไต้หวันในการปกป้องอธิปไตยต่อกรณีการรุกรานของจีน
โดนัลด์ ทรัมป์ : ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อจีนทั้งด้านการค้าและการทหาร โดยเสนอเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราสูงเพื่อลดมูลค่าการขาดดุลการค้าจีน นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะแต่งตั้ง Mr. Robert Lighthizer ให้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวนโยบายในการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีน ระงับการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ และห้ามใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์จีน เพื่อลดมูลค่าการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อจีน

นโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ
คามาลา แฮร์ริส : ไม่มีนโยบายแทรกแซงนโยบายรวมถึงการแต่งตั้งประธานธนาคากลางสหรัฐฯ (Federal Reserve Bank หรือ FED) โดยสนับสนุนการควบคุมอัตราเงินเฟ้อด้วยกลยุทธ์การควบคุมราคาสินค้าเนื่องจากเห็นว่าปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความโลภของกลุ่มธุรกิจในช่วงที่เกิดปัญหาการแพร่ระบาด
โดนัลด์ ทรัมป์ : ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโนบายด้านอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ ปัจจุบัน และเห็นว่ามีมาตรการอื่นที่สามารถเลือกใช้เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อในตลาดได้
นโยบายภาษีธุรกิจ
คาาลา แฮรริส : มีนโยบายปรับอัตราภาษีธุรกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 28 และเพิ่มภาษีรายได้ธุรกิจที่มีแหล่งรายได้จากต่างประเทศ อีกทั้ง ยังมีแผนปรับเพิ่มอัตราภาษีทางเลือกขั้นต่ำสำหรับธุรกิจ (Corporate Alternative Minimum Tax หรือ CAMT) สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่รายได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐติดต่อกันอย่างน้อยสามปีจากอัตราร้อยละ 15 เป็นอัตราร้อยละ 21 นอกจากนี้ ยังเสนอปรับเพิ่มอัตราภาษีซื้อคืนหุ้นจากเดิมร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 4 และกำหนดเพดานการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารบริษัทด้วย
โดนัลด์ ทรัมป์ : มีนโยบายปรับลดอัตราภาษีธุรกิจลงระหว่างร้อยละ 15 – 20 จากเดิมอัตราร้อยละ 21 ที่ได้ปรับลดจากร้อยละ 34 ในสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการตัดลดการใช้จ่ายภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการใช้จ่ายตามรัฐบัญญัติ IRA ในกลุ่มสินค้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าและกลุ่มพลังงานสะอาด
ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายภาษีเงินได้บุคคลของสองผู้ท้าชิงมีแนวทางที่คล้ายคลึงกัน โดยเน้นการปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลและปรับเพิ่มส่วนลดภาษีสำหรับครอบครัวที่มีบุตร อย่างไรก็ตาม นางแฮรริสมีนโยบายปรับเพิ่มอัตราภาษีสำหรับกำไรส่วนต่างจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gain Tax หรือ CGT) จากเดิมอัตราร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 28