อาร์เจนตินา ประกาศ กองกำลัง IRGC แห่งอิหร่าน เป็นกลุ่มก่อการร้าย

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

2 เมษายน 2569

อาร์เจนตินา ประกาศ กองกำลัง IRGC แห่งอิหร่าน เป็นกลุ่มก่อการร้าย

(1 เม.ย. 69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า อาร์เจนตินา ประกาศให้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย ซึ่งเป็นความพยายามที่ดำเนินการมานานหลายปี เพื่อกล่าวโทษอิหร่าน และกลุ่มตัวแทนว่า เป็น ผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ในแถลงการณ์ โดยสำนักงานของประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ฮาเวียร์ มิเลอี ระบุว่า อาร์เจนตินา ได้เพิ่มกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าไปในทะเบียนสาธารณะของบุคคล และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและการให้เงินสนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งเป็นการดำเนินการที่อนุญาตให้มีการคว่ำบาตรทางการเงิน และจำกัดการดำเนินงานได้

แถลงการณ์ระบุว่า “รัฐบาลแห่งชาติประกาศให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย”

โดยอาร์เจนตินา ได้เชื่อมโยงการตัดสินใจครั้งนี้กับการวางระเบิดสถานทูตอิสราเอลในกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อปี 1992 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 คนและบาดเจ็บมากกว่า 200 คน รวมถึงการวางระเบิดศูนย์ชุมชนชาวยิว AMIA เมื่อปี 1994 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คนและบาดเจ็บมากกว่า 300 คน

“สาธารณรัฐอาร์เจนตินา ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุด 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ ซึ่งกระทำโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามในภูมิภาคนี้ ในช่วงทศวรรษ 1990” แถลงการณ์ระบุ

“การสืบสวนทางศาลและงานด้านข่าวกรองพบว่า การโจมตีทั้ง 2 ครั้งนั้น “มีการวางแผน จัดหาเงินทุน และดำเนินการโดยมีส่วนร่วมโดยตรงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบอิหร่านและเจ้าหน้าที่ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ”

การประกาศของอาร์เจนตินาครั้งนี้ ทำให้เกิดความสนใจอีกครั้งในตัวของ อาหมัด วาฮิดี ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิหร่าน ซึ่งทางการอาร์เจนตินา อยู่ระหว่างตามหาตัวมานานแล้วในคดี AMIA พร้อมออกหมายแดงอินเตอร์โพล

ทั้งนี้ สำนักงานของมิเลอี ได้อธิบายว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่แค่มาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ยังเป็นมาตรการทางศีลธรรมและการเมืองอีกด้วย

แถลงการณ์ระบุว่า “ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มิเลอี หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะยุติหนี้สินทางประวัติศาสตร์ที่ค้างคามานานกว่า 30 ปีกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะ “ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ก่อการร้าย”

ขอบคุณข้อมูล : Iran International