อย่ายุ่ง! ปธน.อิหร่าน เตือน “ยุโรป” อย่าแทรกแซงสงคราม เสี่ยงผลกระทบร้ายแรง

อย่ามายุ่ง! ประธานาธิบดีอิหร่าน เตือน “ยุโรป” อย่าเข้ามาแทรกแซงสงคราม ชี้ จะเกิดผลกระทบที่อันตรายตามมา พร้อมจวกสหรัฐฯ ไร้ความจริงใจทางการทูต

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ส่งคำเตือนอย่างรุนแรงไปยังผู้นำยุโรป โดยระบุว่า การเข้าแทรกแซงใดๆ ในสงครามครั้งนี้ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างใดก็ตาม จะนำไปสู่ “ผลกระทบที่อันตราย” ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

วันนี้ (31 มี.ค.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า คำเตือนดังกล่าว มีขึ้นระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับ นายอันโตนิโอ กอสตา ประธานสภายุโรป เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อิหร่านระบุว่าเป็น “สงครามที่ถูกยัดเยียด” โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล  

โดยในระหว่างการพูดคุย นายเปเซชเคียน ได้วิพากษ์วิจารณ์สหภาพยุโรป (EU) อย่างหนักว่ามีจุดยืนที่ “เชิงลบและมีอคติ” ต่อปฏิบัติการทางทหารที่กระทำต่ออิหร่าน ซึ่งเขาถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการสิทธิมนุษยชนที่ยุโรปมักกล่าวอ้างเสมอมา 

ประธานาธิบดีอิหร่าน ยังได้กล่าวโจมตีรัฐบาลวอชิงตัน โดยเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้อิหร่านได้เข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ “ด้วยความจริงใจ” และมีแนวทางที่สร้างสรรค์ แต่กลับถูกโจมตีอย่างผิดกฎหมายอีกครั้งในระหว่างที่การหารือยังดำเนินอยู่ “สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศนี้ (สหรัฐฯ) ไม่มีความเชื่อมั่นในวิถีทางการทูต และเพียงต้องการบีบบังคับให้ผู้อื่นทำตามความต้องการของตนเท่านั้น”  

จนถึงปัจจุบัน กลุ่มประเทศในยุโรปได้พยายามรักษาระยะห่างจากสงครามโดยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในปฏิบัติการเชิงรุก แม้ว่าบางประเทศจะมีการให้ความสนับสนุนด้านการป้องกันภัยแก่พันธมิตรในอ่าวอาหรับก็ตาม  

อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในวันเดียวกัน ตำหนิชาติยุโรปที่ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือในการโจมตีอิหร่าน 

ทางด้าน นายอันโตนิโอ กอสตา ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่าเขาได้เรียกร้องให้ทุกฝ่าย “ลดระดับความรุนแรงและใช้ความอดทนอดกลั้น” ในระหว่างการพูดคุยกับผู้นำอิหร่าน พร้อมย้ำว่าต้องมีพื้นที่สำหรับการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับความกังวลด้านความมั่นคงในวงกว้างที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านด้วย 

นอกจากนี้ ผู้นำอิหร่านยังได้ย้ำถึงสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดให้บริการ สำหรับเรือของฝ่ายรุกรานและผู้สนับสนุน โดยระบุว่าเส้นทางสู่ภาวะปกติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการโจมตีสิ้นสุดลงและมีการรับประกันว่าจะไม่มีการรุกรานซ้ำอีก