วันนี้ (23 มี.ค. 69) องค์การสหประชาชาติ ออกคำเตือนว่า โลกกำลังสะสมความร้อนในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่า ภายในปี 2025 ปริมาณความร้อนที่กักเก็บไว้ จะพุ่งแตะจุดสูงสุด และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอาจยาวนานไปอีกหลายพันปี

รายงานสถานการณ์สภาพภูมิอากาศโลกประจำปีของ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า 11 ปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ล้วนเกิดขึ้นในช่วงปี 2015 ถึง 2025 โดยปี 2025 ถูกจัดให้เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของโลก มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1850–1900 ราว 1.43 องศาเซลเซียส
อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า ขณะนี้โลกกำลังอยู่ใน “ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ” โดยตัวชี้วัดสำคัญต่าง ๆ กำลังส่งสัญญาณอันตราย และย้ำว่า การที่โลกเผชิญ 11 ปีที่ร้อนที่สุดซ้ำกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เร่งลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

“สภาพภูมิอากาศโลกกำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉิน โลกกำลังถูกผลักดันให้เกินขีดจำกัด ตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศที่สำคัญทุกตัวกำลังส่งสัญญาณสีแดง” กูเตเรส กล่าว
“มนุษยชาติเพิ่งเผชิญกับ 11 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยถึง 11 ครั้ง นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่มันคือสัญญาณเตือนให้ลงมือทำ”
รายงานฉบับนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) นำประเด็น “ความไม่สมดุลของพลังงานโลก” มาวิเคราะห์ โดยชี้ว่า ปกติพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่เข้าสู่โลกควรสมดุลกับพลังงานที่สะท้อนกลับออกไป แต่ปัจจุบันสมดุลดังกล่าวถูกทำลายจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ซึ่งมีระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปี
ทั้งนี้รายงานยังชี้ว่า ความร้อนส่วนเกินกว่า 91% ถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในปี 2025 และเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 1960–2005
ภาวะโลกร้อนในมหาสมุทร ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงลดความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้พายุหมุนเขตร้อนมีความรุนแรงมากขึ้น และเร่งการละลายของน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก
ขอบคุณข้อมูล : The Straits Times
