สู่ความปั่นป่วนอย่างเต็มรูปแบบ หลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศออกนโยบาย “มาตรการภาษีตอบโต้” เป็นการครอบคลุมสินค้านำเข้าจากทั่วโลกกว่า 185 ประเทศ (2 เม.ย. 68) พร้อมกับเพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้นกับหลายประเทศ จึงทำให้หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้ออกมาแสดงจุดยืนถึงมาตรการดังกล่าว

(6 เม.ย. 68) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีจำนวนมากกว่า 50 ประเทศ ที่เป็นเป้าหมายของมาตรการภาษีศุลกากรใหม่ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ติดต่อมาเพื่อเริ่มการเจรจาเกี่ยวกับภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ ที่ทำให้ตลาดการเงินสั่นคลอน และสร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถเจรจาให้ยุติได้ภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่คือการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะต้องประเมินว่าประเทศต่าง ๆ มีอะไรมานำเสนอ และสิ่งนั้นสร้างความน่าเชื่อถือหรือไม่

สำหรับมาตรการภาษีของทรัมป์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการบรรลุสัญญาหาเสียงที่สำคัญ โดยทรัมป์ได้ดำเนินการ โดยไม่ต้องมีรัฐสภาในการกำหนดกฎเกณฑ์การค้าโลกใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน ว่าไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ

ภายหลังที่ทรัมป์ได้ประกาศมาตรการภาษีดังกล่าวนั้น ประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้ออกมาตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น 1 ในประเทศอภิมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอย่างประเทศจีน ที่ได้ประกาศว่าพร้อมปรับมาตรการภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ถึง 34% เทียบเท่ากับจำนวนที่สหรัฐฯ เรียกร้องต่อจีน
ขณะเดียวกัน 2 ประเทศอย่างอินโดนีเซียและไต้หวัน ได้ยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการตอบโต้ต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของประเทศ
ขอบคุณข้อมูล : The Guardian
