“ทรัมป์” สั่งเก็บภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15% ฉุนศาลล้มภาษีเขย่าโลก ซัด “ต่อต้านอเมริกา”
บวรวัฒน์ อีจัน
23 กุมภาพันธ์ 2569

เซ่นกรณี (20 ก.พ. 69) ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา มีมติ 6 ต่อ 3 พิพากษา ให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ด้วยเหตุผลขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งสร้างความไม่พอใจต่อประธานาธิบดีอย่างมาก พร้อมสั่งเพิ่มภาษีนำเข้าอีก 10% โดยไม่นานหลังจากนั้น และล่าสุดเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

(21 ก.พ. 69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เตรียมจะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศจากที่ประกาศตอนแรก 10% สู่ 15% โดยจะมีผลบังคับใช้ทันที ท่ามกลางความไม่พอใจคำตัดสินของศาลสูงสุด
ระบุว่า
“จากผลการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนและครบถ้วน เกี่ยวกับคำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรที่ไร้สาระ เขียนได้แย่ และต่อต้านอเมริกาอย่างร้ายแรง ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ออกเมื่อวานนี้ หลังจากใช้เวลาพิจารณามาหลายเดือน ขอให้แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นตัวแทนว่า ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าจะขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลก 10% สำหรับประเทศต่างๆ ที่ “เอาเปรียบ” สหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษโดยไม่ได้รับการลงโทษ (จนกระทั่งข้าพเจ้าเข้ามา!) ไปสู่ระดับ 15% ที่ได้รับอนุญาตและตรวจสอบตามกฎหมายแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ทันที ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
รัฐบาลทรัมป์ จะกำหนดและออกภาษีศุลกากรใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะสานต่อกระบวนการที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งของเราในการทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา!!!

ทั้งนี้ คำประกาศของทรัมป์ กล่าวว่า ภาษีใหม่ 15% จะเริ่มมีผลบังคับใช้โดยทันที แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีการลงนามในเอกสารอย่างเป็นทางการใด ๆ ที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเวลาหรือไม่ ซึ่งเอกสารข้อเท็จจริงของทำเนียบขาว ที่ระบุภาษี 10% จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์

ย้อนกลับไปเมื่อ (20 ก.พ. 69) ภายหลัง ศายสูงสุดสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินยกเลิกคำสั่งเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ทรัมป์ ได้ตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% โดยอ้างสิทธิ์ตามมาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดี เรียกเก็บภาษีชั่วคราวได้เป็นเวลา 150 วัน การขยายเวลาใด ๆ ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
จับตาจะจบแบบไหน ?
ขอบคุณข้อมูล : CNBC