มาเลเซีย แจกเงินคนละ 760 บาท แก้ค่าครองชีพพุ่ง
บวรวัฒน์ อีจัน
23 กรกฎาคม 2568

การแก้ปัญหาร้อนด้วยการใช้เงิน จะสามารถหวังผลลัพธ์ในระยะยาวได้หรือไม่?
วันนี้ (23 ก.ค. 68) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวคำปราศรัยพิเศษทางโทรทัศน์ พร้อมประกาศแผนงาน “แจกเงินสด 100 ริงกิตมาเลเซีย” (ราว 760 บาท) ให้กับประชาชนที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปทุกคน เพื่อแสดงความขอบคุณ และการสนับสนุนที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

“นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการแจกจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับประชาชนผู้ใหญ่ทุกคน” อันวาร์ กล่าว และเสริมว่าเงินช่วยเหลือทั้งหมดสำหรับโครงการต่าง ๆ รวมถึง Sumbangan Tunai Rahmah จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 หมื่นล้านริงกิต (ราว 1.14 แสนล้านบาท) ในปีหน้า จากเดิมที่ 1.3 หมื่นล้านริงกิต

ความเคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของอันวาร์กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านจากสาธารณชน เกี่ยวกับการขยายภาษีการขายและบริการ รวมถึงการปฏิรูปอื่น ๆ ที่ผลักดันต้นทุน ปัจจุบัน ภาษีที่ขยายวงกว้างครอบคลุมสินค้าและบริการที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งรวมถึงสินค้าและผลไม้นำเข้า ซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจในหลายภาคส่วน
ซึ่งกลุ่มผู้นำฝ่ายค้านและกลุ่มภาคประชาสังคม ได้เพิ่มแรงกดดันมากขึ้น และเตรียมจัดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่จัตุรัสดาตารัน เมอร์เดกา ในวันเสาร์นี้ (26 ก.ค.) และไม่นานมานี้ประชาชนกว่า 300 คน เข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องให้นายอันวาร์ลาออก เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นอกจากมาตรการแจกเงินแล้ว อันวาร์ได้ประกาศแผนการลดราคาน้ำมันด้วย โดยระบุว่า รัฐบาลจะประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน RON95 แบบถ้วนหน้า ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้
อันวาร์กล่าวว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน RON95 จะลดลงเหลือ 1.99 ริงกิตต่อลิตร (ราว 15 บาท) สำหรับผู้ขับขี่ที่มีสิทธิ์ จากราคาปัจจุบันที่ 2.50 ริงกิตต่อลิตร (ราว 19 บาท) ซึ่งการลดลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนของรัฐบาลที่จะกำหนดเป้าหมายใหม่ในการอุดหนุนน้ำมันเบนซิน
“รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นกับแผนปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนน้ำมันเบนซิน RON95 โดยยังคงมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้” อันวาร์ กล่าว

ท้ายนี้ อันวาร์ยังยอมรับว่า ระบบการอุดหนุนในปัจจุบันไม่ยั่งยืนทางการเงิน โดยการอุดหนุนเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวทำให้รัฐบาลสูญเสียเงินเกือบ 20,000 ล้านริงกิต (ราว 1.56 แสนล้านบาท) ตลอดระยะเวลา 2 ปี (2566-2567)
ขอบคุณข้อมูล : The Business Times