เปิด 3 วิบากกรรม “พิธา-ก้าวไกล” หลังศาล รธน. มีมติถาม อสส. กรณี ม.112
Phetchan
27 มิถุนายน 2566

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.66) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้สอบถามอัยการสูงสุด รับคำร้อง คดี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล เสนอแก้ ม.112 หรือไม่ พร้อมให้แจ้งต่อศาลทราบภายใน 15 วัน
ศาล รธน. สั่ง อสส. แจงรับหรือไม่รับคำร้อง ‘พิธา-ก้าวไกล’ แก้ ม.112วันนี้ (27 มิ.ย.66) รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย วิเคราะห์ประเด็นนี้ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย ทางช่อง 9 MCOT ว่า จะส่งผลต่อนายพิธา และพรรคก้าวไกล เป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามมุมมองของรัฐศาสตร์ ดังนี้

ระยะสั้น เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลจะยากขึ้นไปอีก เพราะสิ่งที่ ส.ว.หรือ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งการ์ดสูง คือเรื่อง ม.112 เมื่อเรื่องนี้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ฉะนั้นการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญจะยิ่งตอกย้ำ หากผลออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญจริง ส.ว.ก็อาจใช้อ้างได้ว่าจะให้โหวตคะแนนให้กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายขัดต่อรัฐธรรมนูญได้อย่างไร นี่คือความเสี่ยงในระยะสั้นที่ทำให้การประสานกันระหว่างพรรคก้าวไกลกับ ส.ว.ยากขึ้น หรือเพียงครบ 15 วัน แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าอัยการไม่ได้ทำตามเงื่อนไข ตามมาตร 49 ก็ก่อให้เกิดสิทธิของผู้ร้อง ซึ่ง ส.ว.ก็สามารถอ้างได้ว่านี่เป็นประเด็นปัญหา
ระยะกลาง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไข ม.122 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งผลกับนายพิธา และพรรคก้าวไกล เพราะคนที่ร้องเขาร้องทั้งหัวหน้าพรรคและตัวพรรค ซึ่งหัวหน้าพรรคอาจมีคนไปแจ้งความ ส่วนพรรคก็อาจโดนร้องต่อซึ่งอาจถึงขั้นยุบพรรค
ระยะยาว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประเด็นนี้จะเป็นการปิดประตูในการแก้ไข ม.112 เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ซึ่งการแก้ไขต้องเกิดที่พรรคการเมืองเพื่อนำไปแก้ไขในสภา เมื่อเคยมีพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่มีใครกล้าเสนออีก เพราะได้เกิดบรรทัดฐานในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
จากนี้เราคงต้องรอผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ต่อไปว่าจะเป็นเช่นไร
ขอบคุณข้อมูลจาก รายการ เจาะลึกทั่วไทย ทางช่อง 9 MCOT