ก้าวไกลไม่ยอม! ซัดกลับกลางสภา หลังถูดพาดพิง ปมแก้ไขกฎหมายใหม่
อีจัน
13 กรกฎาคม 2566

วันนี้ (13 ก.ค. 66) ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นอภิปราย หลังจากถูกพาดพิงและสร้างความเสียหายให้กับพรรคก้าวไกล ซึ่งตนมองว่าตอนนี้ สามารถพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างมีวุฒิภาวะ และตนพร้อมที่จะพัฒนา ใน 3 ข้อ คือ การต่างประเทศ แบ่งแยกดินแดน และปัญหายาเสพติด
โดยการอภิปรายถึงเรื่องการต่างประเทศ นายพิธา กล่าวว่า ในเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้จะเกิดการประชุมสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งตนพร้อมที่จะเป็นตัวแทนขึ้นไปพูดแทนคนไทยในการประชุมนี้ ทั้งเรื่องการทหาร และการพาดพิงชาติอื่นๆ ที่ไม่สมควรเป็นอย่างมาก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งตนมองว่า เราจะต้องมีสมดุล ในการบริหารจัดการ และต้องมีจังหวะในการพูด เพื่อให้มีน้ำหนักทางการเมือง และเกิดผลประโยชน์ในการต่างประเทศ
ในส่วนการแก้ปัญหาเรื่องแบ่งแยกดินแดน ในพื้นที่ 3 ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่เป็นรอยต่อของประเทศ และมีปัญหาหลายอย่าง รวมถึงเรื่องปัญหาน้ำมันเถื่อนระบาดในพื้นที่นั้นด้วย พร้อมทั้งสนับสนุนพหุวัฒนธรรม ทุกศาสนา และจะช่วยปกป้องการแบ่งแยกดินแดนให้ดีที่สุด
ขอยืนยัน รัฐไทย ภายใต้การนำของผู้นำที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประเทศไทยจะเป็นรัฐเดียว
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าว
สุดท้ายคือปัญหาเรื่องยาเสพติด นายพิธากล่าวว่า ในเรื่องนี้ทางพรรคก้าวไกลพร้อมที่จะแก้ปัญหา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนสู่ปลายน้ำ พร้อมกับการปฏิรูปตำรวจ และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหาร่วมด้วย
นอกจากนี้ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังได้อภิปรายถึงปัญหาที่มีข้อถกเถียงกันมากที่สุดในสภา ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งผู้อภิปราย มีการตีความและให้ความหมายในทางที่ผิด จึงออกมาอภิปรายเพื่อให้ประชาชนไม่เข้าใจผิดพรรคก้าวไกล
โดยกล่าวว่า การเสนอแก้ไขปัญหาของพรรคก้าวไกล ไม่ว่าฉบับใด ก็ควรมีบรรยากาศในการประชุม อภิปรายเช่นวันนี้ และในสภาควรมีการโต้แย้ง และสามารถใช้เสียงส่วนใหญ่หาข้อยุติได้

โดยเรื่องแรก ที่หลายคนตั้งคำถามไปยังพรรคก้าวไกลว่า ทำไมพรรคก้าวไกล “รุกได้ถอยไม่เป็น” ในส่วนนี้ นายชัยธวัช กล่าวว่า สาเหตุที่ทางพรรคได้ออกมาพูดถึง ข้อสงสัยดังกล่าว สืบเนื่องมาจาก ความเข้าใจในสถานการณ์ที่มีการบังคับใช้กฎหมาย ในมาตตรา 112 เยอะอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ถูกแจ้งในคดี ม.112 ไปแล้วรวม 253 คน จาก 272 คดี ซึ่งไม่เคยเกิดปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อน ทางพรรคก้าวไกล จึงแก้ไขปัญหาทางสังคมนี้ ก่อนที่จะกลายเป็นระเบิดทางการเมืองในอนาคต จึงเสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาขึ้นมา
ต่อมาในเรื่องที่สอง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถามว่า ถ้าพรรคก้าวไกลเสนอให้มีการลดโทษยกเว้น เลิกโทษ กับฐานความผิดหมิ่นประมาทอื่นๆ ยกเว้นฐานหมิ่นประมาทกับรัชทายาท นี่หรือที่คนรุ่นใหม่อยากเห็น นายชัยธวัช ได้ตอบกลับในข้อนี้ว่า การแก้ไขให้ยกเว้นหรือเลิกโทษ หมิ่นประมาท ในคดีอาญา ไม่ใช่สังคมใหม่ที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย เพราะข้อเสนอดังกล่าวนี้ มาจากสหประชาชาติ ซึ่งเป็นไปเพื่อประกันเสรีภาพในการแสดงออก ที่สอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่
ยกตัวอย่าง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เป็นสนธิสัญญาที่ไทยเข้าไปเป็นภาคี ซึ่งระบุไว้ว่า โทษจำคุกทางอาญา ควรไปใช้กับการกระทำผิดที่มีลักษณะร้ายแรงเท่านั้น ในปัจจุบัน เป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสมแล้ว สำหรับกรณีหมิ่นประมาท เพราะไม่ได้สัดส่วน ระหว่างประกันเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นกับการคุ้มครองชื่อเสียงบุคคลอื่น ทำให้ผู้กระทำผิด ได้รับโทษรุนแรงกว่าการกระทำผิด นอกจากนี้ยังกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน อีกด้วย แบบนี้ไม่ใช่สังคมใหม่ที่ดูน่ากลัวงหรือวุ่นวาย เพราะเราก็ไปตกลงเข้าร่วมอยู่แล้ว
นอกจากนี้ นายชัยธวัช ยังกล่าวถึง การเสนอให้มีบทยกเว้นความผิด หรือยกเว้นโทษ ฐานหมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งระบุว่า ในส่วนนี้สังคมไทยเคยปรากฏมาแล้วเมื่อปี 2548 ซึ่งในปีนี้ รัฐสภาปี 2566 จะเห็นว่าบทยกเว้นความผิด บทยกเว้นโทษนี้ ไม่เหมาะสมอีกแล้วกับยุคสมัย ก็ขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ในสภา

พวกเราไม่ได้เสนอร่างกฎหมายที่เป็นอะไรใหม่พิสดารเลย แต่มันถูกไปอธิบายตีความดูน่ากลัวเกินจริงเกินไป
ชัยธวัช ตุลาธน กล่าว