ชี้ชะตา! เปิดโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 33 “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ใครจะขึ้นบัลลังก์

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

19 มีนาคม 2569

ชี้ชะตา! เปิดโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 33 “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ใครจะขึ้นบัลลังก์

วันนี้ (19 มี.ค. 69) เวลา 10.00 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ณ รัฐสภา ซึ่งมีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาเลือกให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159

ต่อมาเข้าสู่วาระการประชุม นายไชยชนก ชิดชอบ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นบุคคลที่เหมาะสมในการเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะเปิดเวลาที่ผู้อภิปราย ประกอบการเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

เวลา 11.50 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ก่อนอื่นผมเห็นว่า เราสามารถใช้เวลาในสภณ ให้เกิดประโยชน์มากกว่าโหวตนายกรัฐมนตรีได้ นั่นคือ พิจารณาญัตติด่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำมัน ณ ปัจจุบัน ซึ่งการอภิปรายของสมาชิกฯ ที่ผ่าน มีความเห็นสนับสนุนให้พูดคุยญัตตินี้ภายหลังโหวตนายกฯ เสร็จสิ้น

ผมเอง อยากบอกท่านประธานฯ ว่า วันนี้สิ่งที่เพื่อนสมาชิกพรรคประชาชน ได้รับรองและเสนอชื่อผมมาโหวตนายกรัฐมนตรีแข่งด้วยนั้น เราไม่ได้จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งแต่อย่างใด เพราะประชาชนทั้งประเทศรู้ดีว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ในวันนี้ แต่เกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และวันก่อนโหวตนายกฯ ซึ่งผมยืนยันว่า ในช่วงเวลาที่ผ่าน พรรคประชาชน ไม่เคยดำเนินการหรือพยายามใด ๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลแข่งขันกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง อันดับ 1 จึงอยากฝากถึงสมาชิกฯ ทุกคนให้ยึดถือหลักการนี้ร่วมกัน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ควรต้องทำ “ไม่ว่าการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ควรได้รับสิทธิการจัดตั้งรัฐบาลก่อน”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่มาวันนี้ ไม่ได้จะมาแสดงวิสัยทัศน์ แต่เป็นเวทีที่มาแสดงข้อห่วงใยต่อประเทศชาติของเรา ซึ่งข้อห่วงใยดังกล่าวจะสามารถแก้ไขได้ จะต้องประกอบด้วย รัฐบาลที่มีความชอบธรรม มีเจตจำนงทางการเมืองและประกอบด้วยรัฐมนตรีที่มีหน้าตาเหมาะสม ความชอบธรรมของรัฐบาล แน่นอนว่าตั้งคำถามไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย คงจะกล่าวว่า การจัดเลือกตั้งไม่เกี่ยวกับท่านโดยตรง เป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือแม้แต่การวินิจฉัยปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะถูกหรือผิดนั้น เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่อีกสิ่งที่เชื่อว่าอีกวิธีที่ รัฐบาลภูมิใจไทย จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชน คือการกำกับดูแลคนในของท่านเอง โดยสิ่งที่เห็นอย่าง สุพรรณบุรี เขต 2 ที่ กกต. สอบภายในแล้วว่า การนับคะแนนมีเหตุผิดปกติอย่างยิ่ง ที่คะแนนเมื่อ 8 ก.พ. กับวันคะแนนใหม่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่มีการนับคะแนนวันนั้น ไม่มีการโชว์บัตรเลือกตั้ง ในบัตรกาใบหนึ่ง แต่ขานอีกใบหนึ่ง ทำให้ผลคะแนนแตกต่างกันกว่า 100 คะแนนต่อหน่วย ซึ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามจำนวนมาก และหน่วยเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สังเกตการณืจะมีปัญหาแบบนี้หรือไม่

วันนี้สิ่งที่พรรคประชาชน พร้อมจะน้อมรับคือผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมฝากถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่มากที่สุด ส่วนพวกผมเอง วิถีทางการทำงานการเมืองแตกต่างกัน พวกท่านอาจคิดว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ต้องทำแบบนี้ถึงจะเข้าสู่อำนาจได้ พวกผมก็เป็นแบบนี้ เลยยังได้เป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ แต่สิ่งที่เชื่อคือการทำหน้าที่พวกเราในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ช่วยพาสังคมไทยไปข้างหน้า และเชื่อว่าสมาชิกฯ อีกฟากฝั่ง น่าจะเห็นไม่แตกต่างกัน ว่าจะอยู่ไหน ล้วนทำเพื่อประเทศได้ ขอให้ทุกคนอย่างหมดความหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่านักการเมืองในประเทศนี้จะเลือกวิถีทางใด ขออย่างเดียวถ้าประชาชน ร่วมกันสอดส่อง ตัดสินใจในการเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างดีที่สุด วันนั้นผมเชื่อว่าประเทศเราจะเปลี่ยนได้ สำหรับพวกผมจะขอเดินหน้าหทำหน้าที่ของพวกเราต่อไป และอยากฝากพลังไปให้สมาชิกพรรคประชาชน จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทุกทท่านทำอยู่ เพราะสิ่งที่ทำมามีความหมาย และพวกผมเองในแกนนำพรรค ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายหรือไม่ จะโดนสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่จะเดินหน้าทำหน้าที่แบบนี้อยู่เคียงข้างทุกท่านต่อไป จนกว่าอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

เวลา 12.02 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ผมขอยืนยันว่า สำหรับตัวผมไม่ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคใด จะลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ในหัวใจของผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือผู้แทนของปวงชนชาวไทย เสียงของทุกท่านคือเสียงที่มีความดังเท่ากัน และผมพร้อมจะรับคำวิจารณ์ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปปฏิบัติ หากกระผมได้มีโอกาสทำหน้าที่บริหารประเทศ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

กระผมขอให้คำยืนยันต่อ พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนสมาชิกรัฐบสภาว่า ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทำงานร่วมกันจนสุดกำลังความสามารถ กับผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย และพี่น้องประชาชน ผมจะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงพระราชทานในคราวเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 69 ว่า ขอให้ยึดถือความถูกต้อง และประโยชน์สุขของประชาชน เป็นเป้าหมายสูงสุด การปรึกษาหารือใด ๆ ที่จะขึ้นในสภาแห่งนี้ จะได้ดำเนินไปในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ และสำเร็จผล เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

นายอนุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่เราพบกันในสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นว่า ผมเห็นทุกคนเป็นมิตรที่ดีของผม และเรามีเป้าหมายร่วมกันคือประโยชน์ของประเทศและประชาชน ดังนั้น หากผมได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมและรัฐบาลของผม จะให้การสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติ ร่วมกับรัฐสภาแห่งนี้อย่างเต็มที่ ด้วยความเคารพต่อการตัดสินใจของผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมขอน้อมรับการตัดสินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน

ในเวลาต่อมา 12.07 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ได้เปิดให้ลงคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี โดยกระทำการลงคะแนนโดยเปิดเผย กระทั่ง 13.21 น. ผลการตรวจนับคะแนน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) ปรากฎว่า

นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ได้รับ 293 คะแนน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ได้รับ 119 คะแนน

งดออกเสียง 86 คะแนน

ผลคะแนนดังกล่าว ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 33 และถือเป็นสมัยที่ 2 ของเจ้าตัว