ฮุน เซน ฟาด “ไทย” ไม่มีสิทธิ์ยกเลิก MOU43 ซัด ไร้พื้นฐานกฎหมาย
บวรวัฒน์ อีจัน
26 มีนาคม 2569

วันนี้ (26 มี.ค. 69) สมเด็จเตโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา โพสต์ภาพแถลงการณ์ของ สำนักเลขาธิการกิจการชายแดน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุถึงการปฏิเสธและไม่ยอมรับ ต่อข้อเสนอให้ยกเลิก บันทึกข้อตกลง MOU43 ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฯ ฝ่ายไทย พร้อมย้ำว่าเป็นการกระทำไร้พื้นฐานทางกฎหมาย และส่อเจตนาไม่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ระบุว่า
โฆษกสำนักเลขาธิการกิจการชายแดน มีเกียรติขอเรียนชี้แจงต่อพี่น้องร่วมชาติและสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 ได้มีข่าวสารภายในประเทศไทยที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลและข้อเสนอให้ยกเลิก MOU 43 (MOU ปี พ.ศ. 2543) ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฯ
เพื่อตอบโต้ต่อกรณีดังกล่าว โฆษกสำนักเลขาธิการกิจการชายแดน ขอประกาศปฏิเสธและไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิงต่อเหตุผลและข้อเสนอให้ยกเลิก MOU ปี พ.ศ. 2543 โดยกลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่ปราศจากพื้นฐานทางกฎหมายที่ถูกต้องและแสดงถึงเจตนาที่ไม่ดีในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่ได้สะท้อนถึงเจตจำนงที่ตัดสินใจร่วมกันโดยคณะกรรมาธิการ JBC ของทั้งสองฝ่ายที่ผ่านมา
โฆษกสำนักเลขาธิการกิจการชายแดน ขอชี้แจงและยืนยันต่อสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศให้ทราบเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ดังนี้:
1. MOU ปี พ.ศ. 2543 ได้มีการลงนามโดยรัฐบาลของทั้งสองประเทศ (กัมพูชา-ไทย) และมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนาม อีกทั้งยังได้รับการจดทะเบียนไว้ที่สำนักเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ MOU ปี พ.ศ. 2543 มีลักษณะเป็นข้อตกลงทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกที่มีความชัดเจนระหว่างประเทศทั้งสอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมาธิการ JBC
2. ตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ของประเทศใดก็ตาม ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถยกเอาเหตุผลทางบทบัญญัติหรือสิทธิในทางกฎหมายภายในประเทศของตนมาเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตาม MOU ปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ตนผูกพันอยู่ได้ (อ้างตามมาตรา 27 ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา – VCLT ปี ค.ศ. 1969)
3. MOU ปี พ.ศ. 2543 ได้ให้อำนาจและภารกิจเต็มรูปแบบแก่คณะกรรมาธิการ JBC ของทั้งสองฝ่าย ในการแก้ปัญหาเขตแดนโดยสันติวิธี บนพื้นฐานของอนุสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1904.และสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1907 แผนที่ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกำหนดเขตแดนระหว่างอินโดจีน-สยาม, บันทึกความเข้าใจ (TOR) ปี พ.ศ. 2546 และบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการ JBC ของทั้งสองฝ่าย เป็นต้น
ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ JBC ของทั้ง 2 ฝ่ายได้บรรลุผลงานที่สำคัญมากมาย เช่น การสำรวจพิกัดของหลักเขตแดนที่หลงเหลือจากสมัยก่อนทั้ง 73 หลัก, การซ่อมแซมและบูรณะหลักเขตแดนเก่าที่ชำรุด, การสำรวจและปักหลักเขตแดนเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน, การทำแผนที่เขตแดนใหม่โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการดำเนินการอื่น ๆ ตามแนวเขตแดนเดิม
นอกจากนี้ โฆษกสำนักเลขาธิการกิจการชายแดน ขอยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาเขตแดนตามแนวทางสันติวิธี ผ่านกลไกและมาตรการทวิภาคีที่มีอยู่ โดยเฉพาะกลไก JBC และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อบรรลุการดำเนินงานสำรวจและปักหลักเขตแดนบนพื้นดินให้เสร็จสิ้น เพื่อเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพและสันติภาพอันยาวนานตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ
สรุปได้ว่า MOU ปี พ.ศ.2543 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องกฎหมายภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการ (Uti Possidetis Juris) ดังนั้น การอ้างเหตุผลฝ่ายเดียวเพื่อยกเลิก MOU ดังกล่าว จึงไม่สามารถทำได้และไม่ส่งผลดีต่อสถานะของสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพ สันติภาพ และการพัฒนาได้เลย
ข้อมูล : Samdech Hun Sen of Cambodia

