ทนาย เผย “ทักษิณ” อาจไม่ได้พักโทษในช่วงคุมขังครบกำหนด 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

30 ธันวาคม 2568

ทนาย เผย “ทักษิณ” อาจไม่ได้พักโทษในช่วงคุมขังครบกำหนด 

เรื่อง ‘ทักษิณ’ ไม่จบ! อาจไม่ได้พักโทษหลังติดคุก 6 เดือน 

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ณ  เรือนจำกลางคลองเปรม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวทักษิณ ชินวัตร ที่ปัจจุบันนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงสถานะผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง ยังไม่ได้ปรับเลื่อนชั้นเป็นชั้นดี 

ส่วนกรณีที่ว่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการเสนอชื่อปรับเลื่อนชั้นจากชั้นกลางเป็นชั้นดี จากการพิจารณาของคณะกรรมการระดับเรือนจำกลางคลองเปรม ไปยังคณะกรรมการส่วนกลาง ระดับกรมราชทัณฑ์ ในช่วงประมาณเดือน เม.ย.69  ซึ่งหมายความว่าแม้เดือน มี.ค.69 ท่านทักษิณ จะครบกำหนดคุมขัง 6 เดือน ก็จะได้รับการพิจารณาโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป อาจไม่ทันได้พักโทษในเดือน มี.ค.69 นั้น  

ทนายวิญญัติ เผยว่า เข้าใจในกระบวนการของราชทัณฑ์ และท่านทักษิณเองก็เข้าใจ แม้จะต้องอยู่ไปอีกกี่เดือนก็ตามเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการพักโทษ สิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขัง ท่านก็พร้อมปฏิบัติตามระเบียบของราชทัณฑ์ เราไม่มีวันไปกดดันเจ้าหน้าที่ หรือไปใช้อำนาจใดที่ทำให้เกิดเรื่องที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น ห้วงเวลาของการพักโทษของคุณทักษิณ จะมีสิทธิพิจารณาเวลาใดหลังจากนี้ เราก็ยินดี แม้ 6 เดือน หรือ 8 เดือน เราก็ต้องรอการปรับเลื่อนชั้นให้เรียบร้อยก่อน 

ทั้งนี้ในส่วนของการอุทธรณ์สู้คดีมาตรา 112 หลังอัยการสูงสุดคนปัจจุบันมีคำสั่งให้อัยการอุทธรณ์คดี โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการพิจารณาคดี 112 ของอัยการมีมติ 8:2 เสียง เห็นควรไม่อุทธรณ์คดี ว่า ‘ตนทราบว่าการอุทธรณ์ยังอยู่ระหว่างการจัดส่งหมายอุทธรณ์ แต่เมื่อวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค. 2568 ตนได้ไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม และไปยื่นหนังสือบอกกล่าวต่ออัยการสูงสุดว่า ‘อำนาจที่ท่านไปฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้น ไม่ว่าจะมติ 7:2 หรือมติ 8:2 ก็ตาม ท่านในฐานะที่นั่งเป็นประธาน ท่านไม่สามารถใช้อำนาจของตัวเองไปหักมติหรือฝ่าฝืนมติคณะทำงานได้ เพราะคณะทำงานถือว่าเมื่อตั้งขึ้นแล้วก็จะมีอำนาจเด็ดขาด ไม่ใช่กระบวนการตาม ป.วิอาญา มาตรา 20 ที่อัยการสูงสุดจะใช้อำนาจพิจารณาสั่งคดีนอกราชอาณาจักร ซึ่งเรามองว่าเป็นคนละขั้นตอน เรื่องนี้ถ้าท่านจะใช้อำนาจตรงนี้ ท่านก็ไม่ควรตั้งคณะทำงานขึ้นมาแต่แรก แต่เมื่อมีคณะทำงานและมีมติออกมาแล้ว ก็ต้องเคารพมติ ซึ่งกระบวนการนี้เราเห็นว่ามันไม่ชอบและไม่ถูกต้องแต่แรก’ 

ทั้งนี้ ทนายวิญญัติ มีข้อมูลด้วยว่าอัยการสูงสุดได้ไปที่ไหนเพื่อพบกับใคร ‘เราก็สงสัย และเราก็พูดไปเพื่อเตือน ซึ่งวันที่ 26 ธ.ค. ตนก็ได้เตือนเป็นหนังสือไปยังอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ท่านทบทวนใหม่ ซึ่งหลังจากนั้น 1-2 วัน ก็มีข่าวว่าบุตรสาวของท่านไปลงสมัครกับพรรคภูมิใจไทย ฉะนั้น ข้อที่เราสงสัย และประชาชนก็เห็นว่า อัยการสูงสุดมีการดำเนินการฝ่าฝืนมติของคณะทำงาน และก็ยังใช้อำนาจตัวเอง แล้วจากนั้นลูกสาวตัวเองก็ไปลงสมัครพรรคภูมิใจไทย มันทำให้คนสงสัยว่าพวกท่านกำลังมีดีลอะไรหรือไม่ หรือท่านกำลังทำตามที่ใครขอหรือไม่? ซึ่งุในฐานะผู้ได้รับผลกระทบและเป็นทนายความของอดีตนายกฯทักษิณ เห็นว่าอัยการสูงสุดใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง และไม่เป็นไปตามมติของคณะทำงาน นี่จึงเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฎหมายของอัยการเอง จึงขอให้ท่านได้อธิบาย แต่ในทางการเมือง ก็เป็นสิทธิของลูกสาวท่านที่จะลงสมัครกับพรรคใดก็ตาม แต่มันก็ทำให้เราต่อจิ๊กซอว์ หรือคิดอะไรต่อได้ใช่หรือไม่  

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ ทนายวิญญัติ รอหนังสือตอบกลับจากทางอัยการสูงสุดทุกรายการที่ขอคัดถ่ายสำเนาไป เพื่อจะได้เอาเอกสารเกี่ยวกับคดี รายละเอียดมติ ข้อพิจารณาสั่งการของท่านไปตรวจดูว่าเหตุใดท่านจึงไม่เคารพ หรือไม่เอาตามมติคณะทำงาน จนเป็นเหตุมีคำสั่งให้อุทธรณ์ ท่านใช้อำนาจคนเดียวได้หรือไม่ และการที่ท่านบอกว่า เป็นการใช้อำนาจตาม ป.วิอาญา มาตรา 20 ซึ่งมันคือชั้นสอบสวนใช่หรือไม่ หรือเป็นคดีนอกราชอาณาจักร อย่างไร หากใช่ ทำไมท่านจึงตั้งคณะทำงานแต่ตอนแรก เราขอคำอธิบายตรงนี้ที่ท่านต้องตอบ โดยหากมันไม่สมเหตุสมผล เราก็สามารถใช้พิจารณาดำเนินคดีภายหลังได้ ซึ่งเราก็ต้องดูหลักฐานของเราเพื่อนำไปใช้แก้ หรืออุทธรณ์ต่อไป ส่วนเรื่องการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายของอดีตนายกฯทักษิณ ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 2) ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาของสำนักงานราชเลขาฯ ซึ่งเราไม่อาจก้าวล่วงได้ เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ ซึ่งในฐานะปวงชน ราษฎรไทย เราก็ต้องรอไปก่อน