คดี ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ‘สว.สมชาย’ งัด 4 เหตุผล โยงขาดคุณสมบัติ

อีจัน ป๊อป

อีจัน ป๊อป

24 มกราคม 2567

คดี ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ‘สว.สมชาย’ งัด 4 เหตุผล โยงขาดคุณสมบัติ

สำหรับวันนี้ (23 ม.ค.67) มีเหตุการณ์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตัดสินคำวินิจฉัยในคดีที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยคดีนี้ได้ดึงดูดความสนใจของสาธารณชน และเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงความเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ ระบุว่า

“ทำไมหุ้น itv ยังเป็นหุ้นสื่อมวลชน และพิธาน่าจะมีลักษณะต้องห้าม และอาจขาดคุณสมบัติ สส. เห็นพรรคการเมืองและผู้นำทางความคิดของพรรคก้าวไกลออกมาสื่อสารกับสังคมต่อเนื่องที่อาจทำให้สังคมไขว้เขวหรือทำให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเบี่ยงเบนขาดความน่าเชื่อถือ

ในฐานะที่ผมเคยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในหลายกรณี ต่างกรรมต่างวาระกันมา จึงตัดสินใจเขียนความเห็นประกอบข้อกฎหมาย โดยยึดแนวทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกา โดยจะขอเสนอเป็นความเห็นส่วนตัว ประกอบข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการติดตามข่าวสาร ซึ่งจะไม่สามารถไปชี้นำหรือส่งผลอย่างหนึ่งอย่างใดต่อคำวินิจฉัยคดีที่จะมีขึ้น ดังนี้ ครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

1) บริษัท itv ยังคงเป็นสื่อมวลชน โดย itv มีสถานะความเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีวัตถุประสงค์จดแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับสื่อรวม 5 ข้อ เช่น รับบริหารและดำเนินกิจการสถานีวิทยุ โทรทัศน์ โทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกและโทรภาพทางสาย (เคเบิลทีวี) เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ บริการประชาสัมพันธ์และจัดรายการทางวิทยุโทรทัศน์ โทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกและโทรภาพทางสาย (เคเบิลทีวี) แพร่ภาพโทรทัศน์ ผลิตรายการ ประชาสัมพันธ์ รับจ้างผลิตสื่อ ฯลฯ จนถึงปัจจุบัน itv ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทหรือจดยกเลิกวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนทั้ง 5 ข้อดังกล่าว

จึงเห็นว่า นายพิธา น่าจะขาดคุณสมบัติและมี ลักษณะต้องห้าม สอดรับกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 14/วินิจฉัยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ในคดีการถือหุ้นบริษัทวีลัคมีเดีย ที่อ้างว่าปิดกิจการแล้ว แต่ไม่จดทะเบียนยกเลิกบริษัท ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ยังสามารถประกอบกิจการสื่อมวลชนได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ไม่ได้จดเลิกบริษัท

เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาในทำนองเดียวกันกับผู้สมัครเลือกตั้ง สส. 4 ราย ที่ไม่ได้จดทะเบียนเลิกประกอบกิจการสื่อขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามเช่นกัน

2) บริษัท ITV ชนะคดีเบื้องต้นแล้ว 2 ยก รัฐต้องคืนคลื่นความถี่และชดใช้ค่าเสียหาย โดย itv ที่ได้ถูกปิดสถานีและยึดคลื่นคืน เพราะไม่ชำระหนี้ค่าสัมปทานแก่รัฐ เมื่อ 17 ปีก่อน ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ หมายเลขดำที่ 29/2545 โดยอ้างว่ารัฐให้สัมปทานกับบุคคลอื่น เป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบต่อฐานะการเงินอย่างรุนแรง จึงขอให้สำนัดปลัดสำนักนายกฯ ชดเชยความเสียหายตามสัญญาเข้าร่วมงานฯ

  • คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้itvชนะ ได้รับเงินเยียวยาและคืนคลื่นความถี่
  • สปน นำคดีสู่ ต่อศาลปกครองกลาง แต่ศาลพิพากษายกคำร้อง
  • สปน. ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อ
  • สถานะปัจจุบัน ศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำพิพากษาในคดีนี้

จึงเห็นว่า นายพิธาน่าจะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามเพราะคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและศาลปกครองกลาง ให้ itv เป็นผู้ชนะคดี ได้รับการเยียวยา และคืนสัมปทานคลื่นความถี่โทรทัศน์ itv จึงอยู่ในฐานะที่พร้อมประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ได้

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล

3) บริษัท itv ไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว แต่ยังมีบริษัทลูกประกอบกิจการสื่อและมีรายรับจากบริษัทอาร์ตแวร์มีเดีย ที่ itv เป็นผู้ถือหุ้น 99% โดยมีผลประกอบกิจการจดทะเบียนทำสื่อโฆษณา รายการ ให้เช่าเครื่องมือ ลิขสิทธิ์ แลอื่นๆ ฯลฯ ที่ถือได้ว่าเป็นธุรกิจสื่อมวลชน

จึงเห็นว่า นายพิธา น่าจะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม สอดรับกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล พ้นจาก สส. ด้วยเหตุถือหุ้นสื่อสารมวลชน บริษัท เฮด อัพ โปรดักชั่น จำกัด และ บริษัท แอมฟายน์ โปรดักชั่น จำกัด

4) พิธา ถือหุ้น itv เพียงแค่เล็กน้อย ทำไมจึงผิด

ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่12-14/2553 ในคดีถือหุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐ ที่วินิจฉัยให้รมต. สส. สว. พ้นจากสมาชิกภาพ และเคยวินิจฉัยไว้ว่า หุ้นสื่อและหุ้นสัมปทานเป็นลักษณะต้องห้ามแม้ถือหุ้นเพียง 1หุ้น ก็ขาดคุณสมบัติ

ดังนั้น การที่นายพิธาอ้างว่า ถือหุ้น itv เพียง 42,000 หุ้น จาก 1,206,697,400 หุ้น คิดเป็น 0.0035 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอํานาจสั่งการบริษัท : ข้อโต้แย้งนี้ของนายพิธา จึงฟังไม่ขึ้นและไม่อาจหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางแนวไว้เดิม

พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยคดีการถือหุ้นสื่อ itv ไม่ว่าจะออกมาในแนวทางใด”

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะมีผลกระทบอย่างมากต่อทั้งตัวนายพิธา และพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีบทบาทสำคัญ ในเวทีการเมืองไทยปัจจุบัน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


คลิปอีจันแนะนำ

“ช่อ พรรณิการ์” สรุปปมหุ้น iTV