มติ ก.พ.ค. ชี้ชัด “ภูมิธรรม” เด้ง 2 อธิบดีปกครอง-ท้องถิ่น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มติ ก.พ.ค. ชี้ชัด! “ภูมิธรรม-ปลัด มท.” เด้ง 2 อธิบดีปกครอง-ท้องถิ่น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุใช้เวลาแค่ 4 วันหลังมอบนโยบายก่อนย้าย ไร้เหตุจำเป็นทางราชการ ลดความสำคัญหน้าที่

วันนี้ (7 พ.ค. 69) นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค. ว่า จากกรณี (เดือน ก.ค. 2568) นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ณ ขณะนั้น) ได้เสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรี ให้มีการโยกย้ายอธิบดี 2 รายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ในกระทรวงมหาดไทย โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมา ข้าราชการ 2 รายดังกล่าวได้ร้องทุกข์ซึ่ง ก.พ.ค. ได้มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาและดำเนินการตามกระบวนการ บัดนี้ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ดังนี้ 

ผลการพิจารณา ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จำนวน 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร, นายสุรพันธ์ บุรานนท์, นายอติโชค ผลดี, นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ได้แก่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ และนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ภายหลังจากที่ มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงฯ ซึ่งขณะนั้น ผู้ร้องทุกข์ ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง

อีกทั้ง ในฐานะผู้บริหารของหน่วยงาน ย่อมต้องถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรม ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ปรากฏประสิทธิภาพต่อหน่วยงานและประชาชนเสียก่อน  

แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อ 3 ก.ค. 68 และ 7 ก.ค. 68 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง โดยนายภูมิธรรม ได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี 8 ก.ค. 68 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วันนับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ได้ดำเนินการนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายมา ไปสู่การปฏิบัติราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครองเลย  

ดังนั้น การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง 

นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์จากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่หลักกับลักษณะงาน ตามที่ ก.พ. กำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง จะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และในด้านบริหารทรัพยากรและงบประมาณ และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ถือเป็นการบริหารงานในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คำปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวง ทำหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ รวมถึงให้มีอำนาจกำกับดูแลในภาพรวมครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตน มีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คำแนะนำในการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการให้ปฏิบัติงานและไม่อาจใช้อำนาจในการบริหารรวมถึงการบังคับบัญชาได้จริง  

ขณะที่ในส่วนของการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม หน่วยงานเดิมของผู้ร้องทุกข์นั้น ทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม เป็นผู้นำนโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ และมีอำนาจในการบริหารงาน สั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งของกระทรวงมหาดไทย  

จึงเชื่อได้ว่า การแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการ หรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด  

ดังนั้น การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง และอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่า นายนฤชา (ผู้ร้องทุกข์) ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง และนายไชยวัฒน์ (ผู้ร้องทุกข์) ได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ