เขย่าชลบุรี เขต 1 เปิดหีบนับใหม่ ดีกว่าปล่อยให้สังคมคาใจ

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

10 กุมภาพันธ์ 2569

เขย่าชลบุรี เขต 1 เปิดหีบนับใหม่ ดีกว่าปล่อยให้สังคมคาใจ

เปิดหีบนับใหม่ ให้รู้กันไป ดีกว่าปล่อยเบลอให้สังคมสงสัย

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

ความสงสัยในการทำหน้าที่ของ กกต. นั้นน่ากลัวกว่าที่คิด และแพร่ขยายไปทั่ว จนกังวลว่าหาก กกต. ไม่ยอมเคลียร์อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้จริงๆ

คลิป “ผีพัดลม” ไฟดับตอนนับคะแนน แต่พัดลมติดก็สร้างความงุนงงสงสัย บัตรเขย่งทีพบเจอทั่วประเทศ แต่ที่หนักที่สุดคือ “ชลบุรี”

แม้ กกต.จะออกมาบอกว่ากำลังสืบสวนให้รอสองวัน แต่แกะคำแถลงแล้วจะพบว่า กกต. แก้ตัวให้เสร็จสรรพเรียบร้อย ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะอะไร

คนที่รอดูบอกว่าแบบนี้ไม่ต้องรอสองวันก็ได้ เพราะได้ชี้แจงไปหมดแล้ว และ กกต. ทำท่าจะจบเรื่องนี้ไปแบบชิลๆ ยืดเวลาไปเรื่อยๆ

แต่สิ่งที่ กกต. อาจจะประเมินผิดพลาดคือความรู้สึกของ “มวลชน” กกต. อาจจะลืมไปว่าความไม่พอใจและความสงสัยในการทำหน้าที่ของพวกเขา “คุกรุ่น” มาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่ตัวผู้มีอำนาจจริงกลับไม่ออกมาชี้แจงแถลงไข ปล่อยให้ของ “เลขาธิการ” และ “เจ้าหน้าที่” เป็นหนังหน้าไฟ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ตอบอะไรมากไม่ได้เพราะที่สุดแล้วคนที่ออกมาชี้แจงแทนก็ไม่ได้มีอำนาจ

ในทางธุรกิจ มีการเรียนการสอนที่ว่าด้วยการจัดการ “ภาวะวิกฤต” หรือทับศัพท์ว่า Crisis management

“วิกฤต” นั้นเกิดได้กับทุกคนและทุกองค์กร คนที่ฉลาดจะสามารถผ่านวิกฤตได้จนเรียกว่า “พลิกวิกฤต” เป็นโอกาส แต่และองค์กรอีกจำนวนมากไม่สามารถผ่านวิกฤตได้ เท่านั้นไม่พอยังทำให้ “พลิกวิกฤตเป็นวินาศ”

โดยมากการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสมีคีย์เวิร์ดสำคัญที่ต้องจำเอาไว้คือคำว่า “ยอมรับ” ไม่ใช่ทำเหมือนปกติและไม่มีอะไรเกิดขึ้น และค่อยๆแก้ไปทีละเปลาะให้ถูกทาง และหลายครั้งที่แก้ไม่ได้ก็เพราะไม่ยอมรับว่าตัวเอง “ ผิด” หรือ “พลาด”

เช่นกรณีนี้ทันทีที่ทุกคนได้ฟังการแถลงก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือการซื้อเวลา และทำเหมือนเป็นสถานการณ์ปกติ ที่จะอ้างกฎหมายและปล่อยให้ทุกอย่างคลี่คลาย

แต่วันนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมาความไม่พอใจ กกต. กระจายไปทั่ว ข้อสงสัยถูกเปิดมาเรื่อยๆ บัตรเขย่งแล้ว เขย่งอีก และเริ่มลุกลามไปสู่การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในหลายๆเขตทั่วประเทศ

สิ่งที่ กกต. ควรทำคือ เปิดให้มีการนับคะแนนใหม่ เพราะข้อสงสัยที่มีก็มากพอแล้ว และที่สำคัญคือ กกต. ไม่ใช่ศาลที่ต้องใช้หลักฐานประจักษ์ชัด โดยกฎหมายเขียนเอาไว้ว่าใช้เพียง “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” แปลว่าสงสัยก็ทำได้แล้ว

คำถามคือถ้าไม่เปิดแล้ว กกต. จะเสียอะไร คำตอบคือเสียความเชื่อมั่นที่แทบจะไม่มีเหลือ และอาจต้องเผชิญภาวะวิกฤตไฟลามทุ่งไปทั่วทุกหัวระแหง เพราะไปถามชาวบ้านวันนี้มีใครเชื่อบ้างว่าการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม

แต่หากเปิดแล้วจะได้อะไร หากเปิดแล้วนับใหม่มีการเปลี่ยนแปลง และพบว่ามีความไม่ชอบมาพากล กกต. จะสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เราไม่สามารถห้ามเรื่องการโกงได้ แต่เรามีระบบตรวจสอบที่จะไม่ยอมให้ใครโกง นี่คือการดึงความเชื่อมั่นกลับมาในภาวะวิกฤต

แล้วถ้านับใหม่ทุกอย่างยังเป็นแบบเดิม ก็จะสามารถบอกได้ว่าที่ผ่านมาข้อสงสัยอาจเกิดจากความไม่เข้าใจระบบ หรือเต็มที่ก็เป็นความผิดพลาดจากมนุษย์ ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่ขาวสะอาด แบบนี้ยิ่งเป็นการฟอกตัวและปรามเรื่องที่จะเกิดขึ้นในเขตต่อๆไป

แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำอย่างทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาผ่านไป เพราะ “ความเชื่อใจ” จะลดลงไปตามเวลาที่ผ่านไป

ต้องอย่าใช้ทฤษฎีที่ว่าถ้าไม่เปิดก็ไม่ผิด เพราะยิ่งทำแบบนี้ยิ่งนานวันความสงสัยจะทำให้คนตราหน้าว่าผิด กกต.

ที่สำคัญคนมีอำนาจควรออกมารับหน้าบ้างไม่ใช่หลบอยู่เพียงข้างหลังเจ้าหน้าที่