“กลาโหม” แจงงบกองทัพฯ ปี 69 เดินหน้าลดกำลังพล
บวรวัฒน์ อีจัน
30 พฤษภาคม 2568

วานนี้ (29 พ.ค. 68) พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขึ้นชี้แจงอภิปรายของ นายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พรรคประชาชน ประเด็นการตั้งงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ปี พ.ศ. 2569

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหม แม้จะดูว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไปวัดในสัดส่วนของงบประมาณประเทศแล้วนั้น จะมีสัดส่วนที่ลดลง
ในส่วนเหตุผลที่ต้องรักษาความลับ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในระเบียบการรักษาความลับ ถ้าเอกสารส่วนใดส่วนหนึ่งมีชั้นความลับ ถือว่าทั้งฉบับต้องรับทั้งหมด บางครั้งหากเห็นบางส่วนที่ไม่เป็นความลับ แต่มีส่วนหนึ่งที่เป็นความลับ เท่ากับทั้งหมดจะเป็นความลับ
ส่วนประเด็บงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการลดกำลังพลมาโดยตลอด โดยเฉพาะทหารชั้นนายพล มีเป้าหมายที่จะลดบุคลากรให้เหลือ 384 อัตรา ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ในปี พ.ศ. 2570 กล่าวคือ ต้องลดจากปัจจุบัน 378 อัตรา ซึ่งเมื่อถึงปี พ.ศ. 2568 ได้ปรับลดไปแล้ว 308 อัตรา ในส่วนที่ชี้แจงนี้เพื่อให้เห็นว่า ขณะนี้พยายามลดกำลังพล
ต่อมา กระทรวงกลาโหม ควบคุมยอดกำลังพลจากนักเรียนนายร้อยและนายสิบลดมาตามลำดับ นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2530 และจะพยายามคงยอดดังกล่าวนี้ไว้ จะไม่มีการเพิ่มยอด
ในส่วนโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ของกระทรวงกลาโหม ที่นายชยพล ชี้แนะว่า 7-10 เดือน น้อยเกินไปนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว แนวความคิดของกระทรวงกลาโหมในการทำโครงการ Early Retired เป็นการใช้งบประมาณของกระทรวงฯ เอง จะไม่ของบประมาณจากรัฐบาล ซึ่งงบประมาณที่มีอยู่สามารถบริหารใช้ได้แค่ 7-10 เดือน อย่างไรก็ตาม กราบเรียนนายกรัฐมนตรี และรองนายกฯ ว่าในปัจจุบันนี้ คณะกรรมาธิการการทหาร เสนอให้ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับปรุงต่อไป
ส่วนการปรับงบกำลังพล พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กระทรวงกลาโหม มีแผนการปรับงบกำลังพลในภาพรวม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา จากเดิมมียอด 237,818 นาย จะปรับลดลงร้อยละ 5 ให้เสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2570 กล่าวคือ ปรับลดลงประมาณ 12,000 อัตรา ซึ่งปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2568 ปรับลดไปแล้ว 9,000 อัตรา เมื่อเปรียบเทียบกำลังพลประจำการปีที่แล้ว 230,000 อัตรา แต่ปีนี้มีเพียง 228,000 อัตรา นั่นคือลดจากปีที่แล้ว 3,000 อัตรา

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า จำนวนกำลังพลลดลง แต่งบบุคลากรเพิ่มขึ้น มีสาเหตุดังนี้
1. มีการปรับเงินเดือนข้าราชการตามนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้เพิ่มร้อยละ 10 ภายใน 2 ปี และกำลังพล ระดับปริญญาตรี ให้ปรับเป็น 18,000 บาท รวมทั้งการเพิ่มเงินค่าครองชีพชั่วคราวด้วย
2. การปรับค่าตอบแทนพิเศษของทหารออกประจำการ หรือพลทหาร เพิ่มขึ้นเดือนละ 11,000 บาท นอกจากนั้น ยังเพิ่มเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ จากการปรับเงินเดือนแลกบรรจุเข้ารับราชการให้ 18,000 บาท เท่ากัน โดยสรุปคือ คนลดลงแต่มีรายละเอียดการเพิ่มเงินเพิ่มขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้งบบุคลากรของกระทรวงฯ เพิ่มขึ้น
3. ในเรื่องสมุดปกขาว (White Paper) นั้น ปัจจุบันกองทัพบก ได้มีแนวทางในการพัฒนาระบบการจัดหายุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะ “เรือฟริเกต” (Frigate) พล.อ.ณัฐพล กล่าวเห็นด้วยกับเหตุผลของผู้อภิปราย เพราะในชั้นส่งคำของบประมาณนั้น ทางกองทัพเรือ ขอมา 2 ลำ ลำละ 17,500 ล้านบาท ซึ่งถ้า 2 ลำก็มีมูลค่า 35,000 ล้านบาท ฉะนั้น ทางระดับนโยบาย เป็นกังวลว่า ถ้าจัดหา 2 ลำ ในวงเงิน 35,000 ล้านบาท และมีเหตุไม่คาดคิดในการจัดหาไม่เสร็จหรือไม่เรียบร้อย รัฐบาลจะสูญเสียเงินถึง 35,000 ล้านบาท จึงให้กองทัพเรือทยอยจัดหาเพียง 1 ลำก่อน ซึ่งในการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพ มีปัจจัยพิจารณามากมาย ซึ่งเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้อภิปรายได้พูดมา แต่เมื่อดูเหตุผลด้านอื่น ๆ แล้ว กระทรวงกลาโหม จึงตัดสินใจให้กองทัพเรือขอเพียง 1 ลำ ในปีนี้

นอกจากนั้น ด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสนอยุทโธปกรณ์ที่กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ผลิตขึ้นมาใช้ได้ในปัจจุบัน ดังนี้
- ปืนใหญ่ขนาด 155 มม. แบบอัตตาจรล้อยาง (ATMG) เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องลากจูง
2. เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120 มม. แบบอัตตาจรล้อยาง (ATMM) เคลื่อนที่ได้ทุกที่
3. ปืนเล็กยาวขนาด 9 มม. ที่ผ่านการใช้งานโดยหน่วยงานต่าง ๆ ของกองทัพบก เช่น กองบัญชาการกองทัพไทย กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ เป็นต้น
4. ปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มม.
5. จรวดหลายลำกล้องอัตตาจร 122 มม. แบบ DTI-2
6. รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ แบบ D11A
7. หุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด รุ่น D-Empir V.4
8. หุ่นยนต์ตรวจการณ์ขนาดพกพา รุ่น NOONAR V.4
9. ยานเกราะล้อยาง First Win 4×4 ATV
10. ยานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8×8
11. เรือระบายพลขนาดกลาง
12. อากาศยานไร้คนขับ U1
13. เสื้อเกราะกันกระสุน