ยกให้เป็นประเด็นหน้าสื่อการเมืองไทย กับโครงการ TH AI Passport ซึ่งจะเป็นการแจกให้คนไทย 5 ล้านสิทธิ์ได้ใช้งาน Generative AI ระดับพรีเมียม (Pro) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลฯ ขณะที่ พรรคประชาชน ตัวแทนฝ่ายค้าน โต้แย้งโครงการดังกล่าวกลางสภาฯ โดยมองว่า เป็นการใช้งบประมาณมหาศาลที่ไม่คุ้มค่า และพบพิรุธส่อแววล็อกสเปกกลุ่มทุน หรือไม่นั้น ล่าสุด กรรมการสภาดิจิทัลฯ ให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

วันนี้ (29 พ.ค. 69) นายปฐม อินทโรดม ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและสื่อสารมวลชนชั้นนำของไทย และกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นโครงการ TH AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท โดยยกประเด็นของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน ที่มองว่า รัฐบาลกำลังสร้างความสามารถทางเทคโนโลยี หรือใช้งบเร่งให้คนไทยกลายเป็น User ของแพลตฟอร์มต่างชาติ ชี้ คล้ายกำลังลงทุน “การใช้งาน” มากกว่า “เป็นเจ้าของ” พร้อมย้ำว่า มุมนี้ไม่มีใครผิด แต่ไทยจะเป้นแค่ชาติที่ใช้ AI เก่ง มากกว่าสร้างอำนาจต่อรองได้หรือ ?

โพสต์ระบุว่า
ประเด็นงบ AI Pro วงเงิน 1,600 ล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการเทคโนโลยีไทย เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ซื้อ AI มาแจก” แต่กำลังสะท้อนวิธีคิดของประเทศไทยต่ออนาคตดิจิทัลทั้งประเทศ
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ฝั่งรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเตรียมข้อมูลมาดีกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะการอธิบายภาพใหญ่เรื่อง AI Adoption ของไทยที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก รวมถึงการชี้ให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่เคยใช้ AI อย่างจริงจังในชีวิตการทำงาน
การอธิบายว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตกเพียงไม่กี่สิบบาทต่อเดือนต่อคน หรือการเปรียบเทียบว่าประเทศไทยกำลังตามหลังสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ในด้านการเข้าถึง AI ก็ถือว่าเป็นการวาง Narrative ที่เข้าใจง่าย และฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงนโยบาย
เพราะหากมองในมุมของประชาชนทั่วไป AI วันนี้ก็เหมือนอินเทอร์เน็ตยุคแรก คนที่เข้าถึงก่อน เรียนรู้ก่อน และใช้งานเป็นก่อน ย่อมได้เปรียบกว่าเสมอ
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ประเด็นที่ป้อม Pawoot Pom Pongvitayapanu พยายามอภิปราย กลับเป็นอีกชั้นหนึ่งของคำถาม ซึ่งลึกกว่าเรื่อง “คนไทยได้ใช้ AI หรือยัง”

คำถามของภาวุธคือ ประเทศไทยกำลัง “สร้างความสามารถทางเทคโนโลยี” หรือกำลัง “ใช้งบประมาณเพื่อเร่งให้คนไทยกลายเป็น User ของแพลตฟอร์มต่างชาติ” นี่คือจุดที่น่าคิดมาก
เพราะหากมองตามความเป็นจริง เงิน 1,600 ล้านบาทก้อนนี้ ไม่ได้ไหลไปสร้างโมเดล AI ของไทย ไม่ได้สร้าง GPU Infrastructure ของไทย ไม่ได้สร้าง Foundation Model ของไทย และไม่ได้สร้าง Deep Tech Ecosystem ของไทย
แต่กำลังถูกใช้เพื่อซื้อสิทธิ์การเข้าถึงบริการบนแพลตฟอร์มของบริษัทต่างชาติเป็นหลัก หรือพูดอีกแบบคือ เรากำลังลงทุนกับ “การใช้งาน” มากกว่า “การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี”
ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีคำตอบง่าย ๆ ว่าถูกหรือผิด
เพราะโลกยุค AI จำเป็นต้องมีทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งประเทศต้องเร่งให้คนส่วนใหญ่เข้าถึง AI ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้แรงงานไทยตกขบวนโลกใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศก็ต้องเริ่มสร้างขีดความสามารถของตัวเองเช่นกัน ไม่เช่นนั้นสุดท้ายเราจะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีตลอดไป
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศเริ่มลงทุนหนักในสิ่งที่เรียกว่า AI Sovereignty หรืออธิปไตยทาง AI
จีนลงทุนสร้างโมเดลของตัวเอง
ซาอุฯ ลงทุนสร้าง GPU และ Data Center ขนาดใหญ่
สิงคโปร์พยายามดึง AI Lab และบริษัทระดับโลกเข้าประเทศ พร้อมสร้าง Talent ไปพร้อมกัน
แต่ไทยในวันนี้ ดูเหมือนกำลังเริ่มจาก “การแจกสิทธิ์ใช้งาน” ซึ่งอาจไม่ผิด แต่คำถามสำคัญคือ “หลังจากนั้นล่ะ”
เพราะการมี AI Pro ไม่ได้แปลว่าประเทศจะมี Productivity เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หากองค์กรยังไม่มี Digital Workflow หากคนส่วนใหญ่ยังใช้ AI เพียงเพื่อถามเล่น หรือหากระบบการศึกษายังไม่สามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นทักษะในการทำงานจริง
สุดท้าย AI ก็อาจกลายเป็นเหมือนหลายโครงการดิจิทัลในอดีต ที่คนตื่นเต้นในช่วงแรก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการอภิปรายครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องว่า “ใครชนะ”
แต่คือครั้งแรก ๆ ที่สังคมไทยเริ่มถกกันจริงจังว่า ประเทศควรอยู่ตรงไหนในโลก AI
เราจะเป็นเพียงประเทศที่ “ใช้ AI เก่ง” หรือจะเป็นประเทศที่ “สร้างอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี” ได้ด้วยตัวเอง
เพราะสองอย่างนี้ ไม่เหมือนกันเลย
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom
