ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ยอมรับคำขอโทษ “ภัณฑิล” พาดพิงเอี่ยวค้ายา

เลิกแล้วต่อกัน! ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ยอมรับคำขอโทษ “ภัณฑิล” พาดพิงเอี่ยวค้ายา พร้อมโชว์ผลงานกำนัน จับยาบ้า 6 แสนเม็ด จี้รัฐล้อมคอก บ.ขนส่งช่องโหว่ค้ายา

จากกรณี (30 เม.ย. 69) นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาฯ 0 เม.ย. 69) ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นยาเสพติด พาดพิงข้าราชการรวมถึง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ว่า พวกนี้เป็นพวกค้ายาเสพยาทั้งนั้น จนเกิดกระแสวิจารณ์บนโลกออนไลน์ และเหล่าผู้แทนฯ ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาขอโทษ นั้น ล่าสุด ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ได้ยอมรับคำขอโทษนี้แล้วเช่นกัน

วันนี้ (6 พ.ค. 69) นายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานรัฐสภาหรือประธานวิปรัฐบาล พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จากกรณีที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน กล่าวพาดพิง

นายยงยศ ได้อ่านแถลงการณ์ตอบรับคำขอโทษ และจุดยืนของชมรมฯ ต่อกรณีการกล่าวพาดพิงในสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

ตามที่ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ แห่งประเทศไทย ได้แสดงความกังวลต่อกรณีการอภิปรายของ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงในลักษณะด้อยค่าและทำลายเกียรติภูมิของพี่น้องนักปกครองท้องที่ทั่วประเทศ นั้น

ต่อมา 1 พ.ค. 69 นายภัณฑิล ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการกล่าวขอโทษ และเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 69 พรรคประชาชน ในฐานะพรรคต้นสังกัด ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ทางชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แห่งประเทศไทย ขอแถลงจุดยืนและบทสรุปต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

1. ในฐานะนักปกครองท้องที่ ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชนและยึดถือหลักคุณธรรมในการปฏิบัติงาน ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แห่งประเทศไทย “รับคำขอโทษ” ด้วยความยินดีและขอบคุณที่ท่าน สส. ตระหนักถึงความผิดและกล้าที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ที่กล้าพูด และแถลงการณ์ยอมรับทั้งตัวสส. และพรรคต้นสังกัด

2. ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แห่งประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญแก่ผู้ทรงเกียรติในสภาฯ ทุกท่าน ว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริงและให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่จริง การใช้ถ้อยคำเหมารวมไม่เพียงแต่จะบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน แต่ยังสร้างความแตกแยกในสังคมโดยไม่จำเป็น

3. แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจแก่สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่พวกเราขอถือเอาวิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และยืนหยัดเป็นด่านหน้า ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างสุจริตเที่ยงธรรม เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงเกียรติยศที่แท้จริง ซึ่งอยู่ที่ผลสัมฤทธิ์ของงานและความศรัทธาของพี่น้องประชาชนในพื้นพื้นที่ “เราคือผู้ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุดคำวิจารณ์ที่รุนแรงอาจทำให้เราเสียใจ และบั่นทอนจิตใจ แต่การกระทำที่ชื่อสัตย์และจริงจังรับผิดชอบต่อหน้าที่ จะทำให้พวกเรายืนหยัดได้อย่างสง่างามเสมอ ต่อสังคม ประเทศ

พร้อมกันนี้ นายยงยศ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ มีบทบาทสำคัญในการปราบยาเสพติด พร้อมยกตัวอย่าง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีการจับกุมยาเสพติดกว่า 600,000 เม็ด โดยใช้บริษัทขนส่งเอกชนเป็นช่องโหว่ในการดำเนินการ ซึ่งในนามชมรมฯ ขอเรียกร้องที่จะยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อหาบทลงโทษ และวิธีการกำกับบริษัทขนส่งเอกชน

ด้าน นายกรวีร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประสานงานจากชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ทั่วประเทศ เพื่อยื่นหนังสือให้กับสส. พรรคภูมิใจไทย และอีกหลายพรรค ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่สบายใจ โกรธแค้นขุ่นเคือง ตนเข้าใจในการรักษาซึ่งศักดิ์ศรีของตัวเอง ได้มาแสดงออกและมีการแสดงจุดยืน ซึ่งเราเข้าใจดีถึงบทบาทที่สำคัญในการเป็นผู้ที่บำบัดทุกข์ และบำรุงสุข ที่จะอยู่ใกล้ชิด เป็นด่านหน้าประชาชนมาโดยตลอด การกระทำใดที่มีการกล่าวไปแล้ว ไปกระทบกระเทือนกับหัวใจของคนที่ไปปฏิบัติงาน ทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจ วันนี้จึงแสดงออกด้วยการมาแสดงจุดยืนที่สภา

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ตนคิดว่า เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับ สส. ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน การทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปราย การพูด จะได้เป็นบทเรียนให้กับพวกเราทุกคน ในการกล่าววาจาใดก็แล้วแต่ ถ้าทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย ไม่ใช่เฉพาะกำนันผู้ใหญ่บ้าน แต่ทุกหน่วยงาน ถ้าหากว่าเราพูดไปแล้ว อภิปรายไปแล้ว ไปกล่าวหาคนอื่นแล้วทำให้เขาเสียหาย ตนคิดว่าเป็นบทเรียนที่ทุกพรรคการเมือง สส. ทุกคนในสภา จะต้องติดตามเอาเหตุการณ์ตรงนี้ไปเตือนใจ