ย้อนอดีตชะตา 6 นายกฯไทย ใต้กุมมือ “ศาล รธน.” ก่อนถึงคิว “แพทองธาร”
บวรวัฒน์ อีจัน
28 สิงหาคม 2568

การเมืองไทย (อาจ) สะเทือนอีกครั้ง! หลังจากวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค. 68) ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร กรณีคลิปเสียงสะท้านชายแดนกับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา แม้ในตอนนี้ อนาคตความเป็นนายกฯ ของแพทองธาร จะยังไม่ถูกตัดสิน แต่ “อีจัน” ได้รวบรวมชะตาของอดีต 6 นายกรัฐมนตรีไทยที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษา ซึ่งพบว่ารอดคำตัดสินไม่ถึงครึ่ง จะมีใครบ้าง ? ดังนี้

1. ทักษิณ ชินวัตร คดีซุกหุ้น (พ.ศ. 2544)
จากกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ทักษิณ ชินวัตร ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีซุกหุ้นไว้กับคนรับใช้และคนขับรถ และส่งต่อคดีให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ตามมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญปี 2540
โดยระหว่างการพิจารณาคดี ทักษิณให้การว่า มิได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ แต่ผู้ช่วยหรือเลขานุการของตนเองเป็นผู้ดำเนินการแทน หากมีความผิดพลาดในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินที่ไม่ถูกต้องก็เป็นเพียงความบกพร่องของตนเองโดยมิได้มีเจตนาทุจริตแต่อย่างใด
กระทั่งในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 7 ให้ ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความผิดจากคดีดังกล่าว

2. สมัคร สุนทรเวช คดีชิมไปบ่นไป (พ.ศ. 2551)
จากกรณีที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ พร้อมคณะสมาชิกวุฒิสภา 40 คน ได้มีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า การดำเนินรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยงหกโมงเช้า” ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี (ณ ขณะนั้น) ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่ห้ามนายกฯ มีตำแหน่งใด ๆ ในห้างหุ้นส่วนหรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหากำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดหรือไม่ (ในนาม บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด)
กระทั่งวันที่ 9 กันยายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยที่ 12-13/2551 พร้อมมีมติ 9 ต่อ 0 ให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่า บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เป็นกิจการที่มุ่งค้ากำไร มิใช่เพื่อการกุศลสาธารณะ ซึ่งผู้ดำเนินรายการได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะและภารกิจ ถือเป็นการรับจ้างทำการงาน ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ถือเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

3. สมชาย วงศ์สวัสดิ์ คดียุบพรรคพลังประชาชน (พ.ศ. 2551)
จากกรณีวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ด้วยเนื่องการทุจริตการเลือกตั้งของ ยงยุทธ ติยะไพรัช จากพรรคพลังประชาชน มณเฑียร สงฆ์ประชา จากพรรคชาติไทย และสุนทร วิลาวัลย์ จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย
โดย ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคพลังประชาชน ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค 5 ปี (รวม 37 คน) ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย

4. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีโยกย้ายตำแหน่ง (พ.ศ. 2557)
ชะตาของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย อาจจบลงไม่สวยนัก หลังจาก ไพบูลย์ นิติตะวัน พร้อมคณะสมาชิกวุฒิสภา 28 คน ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ พร้อมย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ณ ขณะนั้น) มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเสนอชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นเครือญาติของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน
โดยชี้ว่า ขัดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 และมาตรา 266 (2) และ (3) กรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ
กระทั่งวันที่ 7 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9 ต่อ 0 ให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

5. พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา คดีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, คดีบ้านพักหลวง, คดีนายกฯ 8 ปี (พ.ศ. 2562 – 2565)
5.1. คดีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จากกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน 110 คน กล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ เพราะตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15) ที่ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็น “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”
กระทั่งวันที่ 18 กันยายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ว่า ตำแหน่ง คสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ชี้ว่า การทำงานของหัวหน้า คสช. เป็นการแต่งตั้งไม่ได้ขึ้นกับกฎหมาย ไม่ขัดคุณสมบัตินายกฯ
5.2. คดีบ้านพักหลวง ซึ่งเกิดขึ้นโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน 55 คน กล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการการทหารบก (ผบ.ทบ.) แต่ยังพักอาศัยในบ้านพักราชการทหาร ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 184 ประกอบมาตรา 186 กรณีรับเงินหรือประโยชน์ใดๆ จากหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ เป็นเหตุทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
กระทั่งวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความผิด เนื่องจากการอยู่บ้านพักรับรองเป็นไปตามระเบียบของกองทัพบก ไม่ใช่การได้รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ
5.3. คดีนายกฯ 8 ปี จากกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน 172 คน กล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบกำหนดเวลา 8 ปีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ ครั้งแรกเมื่อ 24 สิงหาคม 2557)
กระทั่งวันที่ 30 กันยายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งนายกฯไม่ครบ 8 ปี เนื่องจากให้เริ่มนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ (เริ่มนับตั้งแต่ 6 เมษายน 2560)

6. เศรษฐา ทวีสิน คดีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน (พ.ศ. 2567)
จากกรณี สมาชิกวุฒิสภา 40 คน ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณี เศรษฐา ทวีสิน ทูลเกล้าฯ พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่า เศรษฐา ทวีสิน ขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 ขอให้วินิจฉัยความสิ้นสุดลงของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพิชิตขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 160 (4) ภายหลังศาลพิพากษาจำคุก 6 เดือน ละเมิดอำนาจศาล “คดีหิ้วถุงขนม”
กระทั่งวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 4 ให้ เศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

7. แพทองธาร ชินวัตร คดีคลิปเสียง ฮุน เซน (พ.ศ. 2568)
นี่จะเป็นคดีอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ว่าผลคำตัดสินจะเป็นอย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่า แพทองธาร ชินวัตร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ขณะเจรจาแก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งระหว่างบทสนทนานั้น มีคำพูดเสียดสีถึงแม่ทัพภาคที่ 2 จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์
กระทั่งวันที่ 20 มิถุนายน 2568 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องจาก 36 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร โดยบ่งชี้ว่าเสียงสนทนาดังกล่าว มีพฤติกรรมกระทบอธิปไตยไทย
ต่อมา 21 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งเพื่อไต่สวนพยานบุคคล 2 ปาก คือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร (ผู้ถูกร้อง) และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จากกรณีคลิปเสียงข้างต้น พร้อมกำหนดพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ซึ่ง น.ส. แพทองธาร จะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ฐานะรัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม และแถลงหลังคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น

ทิศทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ? 29 สิงหาคมนี้ จับตาดูครับ