“เจษฎ์” ยืนยัน “พรรครักชาติ” ค้านแก้ รธน.ใหม่ หวั่นชาติแตกแยก
บวรวัฒน์ อีจัน
21 มกราคม 2569

(20 ม.ค. 69) รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีพรรคการเมืองพยายามนำเรื่องที่ คสช. เคยแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาบิดเบือน ว่า เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายให้เข้าใจข้อเท็จจริงและกรอบของกฎหมาย
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ถูกยกร่างในสมัยรัชกาลที่ 9 และผ่านประชามติ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 59 โดยยังไม่ได้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น จากนั้นเข้าสู่รัชกาลที่ 10 จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการ ให้สอดรับกับการขึ้นครองราชย์ตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 มาตรา 39/1 วรรค 11 ที่ระบุว่า “หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่ามีข้อความใดที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมาแก้ไขเพิ่มเติม เฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้นและประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง”

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยให้สัมภาษณ์ในทำนอง “ทรงให้แก้ไข” ว่า เป็นคำพูดแบบกว้าง ๆ แต่สาระคือ ทรงมีพระราชกระแส ทรงมีความคิดเห็น จึงมีความจำเป็นต้องปรับแต่ง หมวด 1 หมวด 2 ให้เหมาะกับกาลสมัยแห่งรัชกาลใหม่ ซึ่งทุกขั้นตอนกระทำภายใต้กฎหมาย ก่อนที่จะมีการสถาปนารัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 6 เมษายน 2560

ต่อมา รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า มีความคลาดเคลื่อนในประเด็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ พร้อมอธิบายว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ที่ประชาชนครับ ประชาชนใช้สิทธิในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจอธิปไตยในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ใช่ แต่ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญคือพระมหากษัตริย์ เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่ตราพระราชบัญญัติ เหตุที่ใช้คำว่า “พระราชบัญญัติ” คือพระราชาเป็นผู้บัญญัติ นั่นชัดเจนอยู่แล้วว่า กฎหมายทั้งปวงบัญญัติขึ้นโดยพระเจ้าแผ่นดิน”
“ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้เอง ที่ทำให้กลุ่มบุคคลที่ประสงค์จะดึงฟ้าลงต่ำ นำไปใช้อธิบายย่ำยี และเฉไฉในเรื่องการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 จนสร้างความเสียหายและความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ขอให้เข้าใจกันด้วยว่าทุกอย่าง กระทำภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ครอบคลุมเรื่องนี้แล้ว และมีความจำเป็น เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญในตอนนั้นยังไม่ได้ถูกสถาปนา รัฐธรรมนูญมาถูกสถาปนาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 วันจักรี ซึ่งนั่นคือความสมบูรณ์ครบถ้วนของรัฐธรรมนูญ” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวขอบคุณ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่อธิบายขยายความในแนวทางเดียวกัน พร้อมย้ำว่า การพูดเพียงว่า “หมวด 1 หมวด 2 ไม่แก้” ยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีประเด็น “พระราชอำนาจ” และเนื้อหาอื่นในรัฐธรรมนูญที่อาจถูกหยิบยกในการยกร่างฉบับใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคง จึงเห็นว่าพรรคการเมืองใดที่คิดจะแก้ไข เพิ่มเติม หรือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรและกระทบส่วนใดบ้าง
ส่วนประเด็นประชามติ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ยังไม่ครบถ้วน โดยชี้ว่าคำถามควรมีทั้งเรื่องสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และอีกคำถามตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด คือวิธีการและเนื้อหาจะเป็นอย่างไร ซึ่งมองว่ายังเป็นสิ่งที่ขาดไป
ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงจุดยืนพรรคว่า พรรครักชาติ จึงรณรงค์ไม่เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะยังมีข้อขาดตกบกพร่องอยู่มาก ที่อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจน และก่อให้เกิดความแตกแยก เป็นปัญหาบ้านเมืองต่อไป
