“ส้ม” ฟาด 4 เรื่องบังเอิญ TH-AI Passport ซัด โครงการพันล้าน จบไว 34 วัน ถาม “ไชยชนก” ปัดรับผิดชอบ ?

จับพิรุธ! “พรรคประชาชน” ลากไส้ 4 เรื่องบังเอิญ TH-AI Passport ซัด โครงการพันล้าน แต่จบไวใน 34 วัน ล็อกสเปกเอื้อทุนใหญ่-กลุ่มเดิมบุรีรัมย์ ถาม “ไชยชนก” บอกไม่ใช่เรื่องตัวเอง ปัดความรับผิดชอบ ?

ตามที่ (28 พ.ค. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดเรื่องโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า โครงการดังกล่าวดึงเงินมาจากกองทุนดีอี โดยมี กสทช. เป็นผู้ของบประมาณเอง ทั้งที่ กสทช. นั่งเป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนนี้ด้วย ชงเอง กินเอง ตบเอง หรือไม่ ? ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ ตอบกลับว่า ตนในฐานะรัฐมนตรี มีหน้าที่เพียงมอบนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ใครชนะประมูลก็ได้งานไป ด้วยประโยคนี้ทำให้ล่าสุด พรรคประชาชน ตั้งคำถามว่า เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบหรือไม่ ?

(28 พ.ค. 69) พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาว ถึงความบังเอิญ 4 เรื่องที่พบจาก โครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท พร้อมจับพิรุธโปรเจกต์ระดับพันล้าน แต่อนุมัติรวดเร็วแค่ 34 วัน อีกทั้งตั้งข้อสังเกต กลุ่มบริษัทโยงขาประจำที่ได้งานจากพรรคภูมิใจหรือไม่ สงสัย “ไชยชนก” รู้มาก่อนหรือไม่ ?

โพสต์ระบุว่า

[ พบความบังเอิญที่แปลกประหลาดเพียบ! จาก ‘โครงการ TH-AI Passport’ มีมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท! ]

โครงการ TH – AI Passport อยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้  

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ มีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มาชี้แจงโครงการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ระบุว่าการคำนวณจำนวนผู้ใช้และมูลค่าของโครงการนี้ มาจากการที่หลายปีที่ผ่านมากองทุนนี้มีเงินเหลือรวมกันราว 1,500-1,600 ล้านบาท วิธีการคำนวณคือหากต้องการแจก AI ให้คนไทยใช้ ราคาเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 300 บาท ก็นำ 300 บาทหาร 1,500 ล้านบาท จะได้ตัวเลข 5 ล้านคนพอดี 

ภาวุธกล่าวต่อไปว่ากลายเป็นว่าที่มาของโครงการนี้ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทย ขณะที่วันนี้ AI ส่วนใหญ่เปิดให้ใช้งานฟรี โครงการนี้เป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของกองทุนฯ โดยที่ สดช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนดังกล่าว เป็นผู้ของบประมาณสำหรับโครงการดังกล่าวเองด้วย เหมือนกับว่าเป็นคนตั้งเอง ชงเอง และตบเอง 

[ โครงการนี้มีทั้งความประหลาดและเรื่องบังเอิญที่มากเกินไป ] 

โครงการนี้มี #มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของกองทุนดีอี และยังเป็นโครงการที่ #อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุนดีอีเช่นเดียวกัน  

ใช้เวลาตั้งแต่การประกวดราคาจนถึงการยื่นเอกสารนำเสนอเพียง 34 วันเท่านั้น ซึ่งปกติโครงการหลักพันล้านบาทไม่ใช้เวลาแค่ 34 วันแน่ๆ แต่ใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าจะศึกษา เก็บข้อมูล และส่งข้อมูล ความเร็วขนาดนี้จึงน่าตั้งข้อสงสัยมาก ว่าบริษัทที่ส่งข้อมูลเข้ามาได้มีส่วนรู้เห็น วางแผนไว้ก่อน หรือรู้ล่วงหน้าว่าจะมีโครงการนี้หรือไม่?? 

ภาวุธกล่าวต่อไปว่ายังมีเรื่องบังเอิญอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโครงการนี้  

-ความบังเอิญที่ 1- 

มีกลุ่มบริษัทที่มาวางราคากลางไว้ จากนั้นจึงเริ่มเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกเกิดขึ้นในทีโออาร์ มีการผูกขาดเอาไว้ และสุดท้ายก็ชนะประมูลโครงการนี้ ที่น่าตกใจคือราคาที่ชนะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคากลางที่ตัวเองกำหนดไว้ถึง 1.5% 

-ความบังเอิญที่ 2- 

ทีโออาร์มีการเขียนแบบล็อกสเปคเอาไว้ ว่าโครงการต้องมีการประชาสัมพันธ์สื่อจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่วันนี้มีช่องทางอื่นมากมาย และบังเอิญว่าเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานนี้ได้ไป ก็คือกลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของสิทธิของหน้าจอในร้านสะดวกซื้อรายนั้น 

-ความบังเอิญที่ 3- 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงแพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวง อว. และระบบดิจิทัลในกระทรวงศึกษาธิการ รวมกันเป็นมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาท ที่น่าตกใจคือบริษัทที่มาทำราคากลางของโครงการทั้งหมด เป็น 3 บริษัทเดียวกันกับที่ทำโครงการของไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต  

-ความบังเอิญที่ 4- 

กลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการยังชนะโครงการการแข่งขันรถโมโตจีพี (MotoGP) ที่บุรีรัมย์ด้วย  

สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือกลุ่มบริษัทเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกับทุนขาประจำที่ได้รับงานกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้น โครงการไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต คือโครงการที่มีความผิดปกติและมีความบังเอิญเต็มไปหมด ทั้งทีโออาร์ที่ผิดปกติและความไม่เหมาะสมหลายประการ  

รวมถึงการเร่งจบภายใน 34 วัน โดยผู้ที่ชนะโครงการคือเครือข่ายกินรวบที่เป็นหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยมาตลอด คำถามคือรัฐมนตรีรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงได้อย่างไร 

ช่วงท้าย ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตอบคำถามว่า ใครจะได้รับงานหรือโครงการไม่ใช่เรื่องของตน ตนเพียงมอบนโยบายว่าต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์แบบไหนจากโครงการ ใครที่จะประมูลผ่านหรือได้รับงานก็มีหน้าที่ส่งมอบตามนโยบาย หากทำไม่ได้ตนก็มีหน้าที่ไปจัดการ ใครได้จึงไม่ใช่เรื่องที่ตนจะต้องสนใจ 

จากคำตอบดังกล่าวของไชยชนก ภาวุธชวนตั้งคำถามว่า “ถ้ามองว่าใครจะได้รับงานหรือโครงการไม่ใช่เรื่องของตน มีหน้าที่เพียงมอบนโยบายว่าต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว แบบนี้ ถ้าใครจะโกง ทางรัฐมนตรีจะไม่สนใจหรือ?  

การไม่ตอบประเด็นเรื่องกลุ่มทุนหรือเครือข่ายที่เข้ามารับโครงการดังกล่าวที่มีโอกาสคอร์รัปชันได้ สิ่งนี้คือหน้าที่ของรัฐมนตรีหรือไม่ที่ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม การตอบว่า “ไม่ใช่เรื่องของตน” มันดูเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบใช่หรือไม่ 

จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีการดำเนินโครงการไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต (TH AI Passport) สำหรับคนไทย 5 ล้านคน มูลค่าโครงการ 1,621 ล้านบาท 

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 28 พฤษภาคม 2569 

ขอบคุณข้อมูล : พรรคประชาชน