22 ส.ค. ชี้ขาด “ทักษิณ” หลุดบ่วงคดี ม.112 ?
บวรวัฒน์ อีจัน
21 สิงหาคม 2568

เตรียมเข้าสู่วันชี้ชะตาอนาคตของ ทักษิณ ชินวัตร หนึ่งในผู้มีอิทธิพลต่อการเมืองไทย ภายหลังถูกสำนักอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 ซึ่งมีถ้อยคำที่เข้าข่ายพาดพิงถึงสถาบันเบื้องบน โดยวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นี้ ศาลอาญาได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว เวลา 10.00 น. ซึ่งจะตรงกับวันครบรอบ 2 ปี ที่ นายทักษิณ กลับสู่ผืนดินไทยอีกครั้งด้วย

พอมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้ “อีจัน” จะพาทุกคนมาไล่เรียงเหตุการณ์ถึงคดี ม.112 ที่เป็นบ่วงรัดติดตัว ทักษิณ ชินวัตร มาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องราวนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2558 ภายหลัง ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเกาหลีใต้ โชซอนมีเดีย (Chosun Media) ซึ่งมีการพูดถึงสถานการณ์การเมือง และบางช่วงมีถ้อยคำที่กล่าวพาดพิงถึงสถาบัน
กระทั่ง 26 พฤษภาคม 2558 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ฐานะผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญ กองทัพบก เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ในคดีหมายเลขดำที่ 1824/2558 ฐานความผิดคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยคดีจะมีอายุความ 15 ปี ตั้งแต่ 2558 ถึง 2573

ต่อมา 27 พฤษภาคม 2558 กระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการพิจารณา ยกเลิกหนังสือเดินทาง ของนายทักษิณ ตามระเบียบว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 เนื่องด้วยเนื้อหาคำสัมภาษณ์ของทักษิณ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย หรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย
28 พฤษภาคม 2558 พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ส่งสำนวนคดีให้อัยการสูงสุด เพื่อให้ดำเนินคดีนายทักษิณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อมา อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในเดือนกันยายน 2559 แต่ผู้ต้องหาหลบหนีจึงออกหมายจับ
อีกทั้ง 5 กันยายน 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ณ ขณะนั้น) ได้ออกคำสั่งถอด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากยศตำรวจ

หลังจากอาศัยอยู่นอกราชอาณาจักรไทยนานกว่า 15 ปี 22 สิงหาคม 2566 นายทักษิณ ชินวัตร ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต ด้วยการเดินทางกลับสู่ผืนแผ่นดินไทย ท่ามกลางชนักปักหลังที่ติดค้างในอดีต กระทั่งถูกนำตัวเข้าจำคุกที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร ในวันเดียวกัน และได้ย้ายเข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
จากนั้น 17 มกราคม 2567 อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน พร้อมด้วย พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาพฤติการณ์และข้อเท็จจริงทางคดีแก่นายทักษิณ ซึ่งได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
19 กุมภาพันธ์ 2567 นายทักษิณ ชินวัตร เข้ารับทราบข้อกล่าวหา และให้การปฏิเสธ พร้อมกับยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ต่อมา นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติม ในประเด็นที่ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม และพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว พร้อมส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมให้กับอัยการสูงสุดพิจารณา กระทั่ง 29 พฤษภาคม 2567 นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด มีคำสั่งฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร คดีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 112 โดยศาลประทับรับฟ้องไว้ตามหมายเลขคดีดำที่ อ.1860/2567
อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการไม่สามารถยื่นฟ้องได้ (ณ ขณะนั้น) เนื่องจาก นายทักษิณ ชินวัตร ได้มอบหมายให้ทนายความยื่นเอกสารเลื่อนฟังคำสั่งอัยการ เหตุเพราะติดโควิด 19 และต้องพักรักษาตัวเป็นระยะเวลา 7 วัน พร้อมแนบใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันอาการป่วย

กระทั่ง 18 มิถุนายน 2567 อัยการสูงสุด มีความเห็นสั่งฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร ในฐานความผิด ม.112 พร้อมนัดส่งฟ้องศาล ในเวลา 09.00 น. อย่างไรก็ตาม นายทักษิณ ได้ยื่นขอประกันตัว และได้รับการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวด้วยวงเงินประกันตัว 5 เเสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
16 กรกฎาคม 2568 ศาลอาญา ได้มีการนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก คดีหมายเลขดำ อ.1860/2567 จากที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ซึ่งนายทักษิณ ได้เดินทางมาที่ศาลตามนัดหมาย พร้อมนายวิญญัติ ชาติมนตรี (ทนายความ) ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีแบบลับ เวลาต่อมา นายวิญญัติ เปิดเผยว่า ตามแผนการสู้คดีนั้น เตรียมพยานไว้ 14 ปาก แต่วันดังกล่าว ได้ขอเบิกพยานเข้าสืบเพียง 3 ปาก คือ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี, นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายทักษิณ เป็นพยานจำเลยปากสุดท้าย พร้อมเตรียมปิดคดีในอีก 15 วัน นับจากนี้
กระทั่งศาลอาญา ได้กำหนดหมายนัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว ในวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 10.00 น.
ฉะนั้นต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะคำว่ารอดกับไม่รอดของ ทักษิณ ในครั้งนี้ อาจส่งแรงสะเทือนครั้งใหญ่ต่อการเมืองไทย ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป