รักชนก-เพียงพนอ บี้ทุจริต พุ่งเป้าแรงงาน-ทส. ชงเลิกกฎล้าสมัย 

จับตาประเด็นร้อน! รักชนก-เพียงพนอ แท็กทีมเขย่าปมทุจริตคอร์รัปชัน พุ่งเป้าแรงงาน-ทรัพยากรฯ ชงเลิกระเบียบล้าสมัย – เปลี่ยนวิธีจัดซื้อจัดจ้าง – คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส จ่อนำเข้า กมธ. ติดตามงบ

คอร์รัปชั่น ยังเป็นปัญหาที่ฝังลึกในสังคมไทย 

ล่าสุด พรรคประชาชน ออกมาเปิดประเด็นแรงกลางรัฐสภา หลังผลสำรวจภาคเอกชนสะท้อนว่า “การเรียกรับสินบน” ยังเกิดขึ้นในหลายหน่วยงานรัฐ 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (18 พ.ค.69) ที่ รัฐสภา น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ แถลงกรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและการเรียกรับสินบนว่า จากผลสำรวจจะเห็นว่าผู้ที่ตอบแบบสอบถามกว่า 70% เป็นผู้จัดการฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายจัดซื้อ และอีก 20% เป็นเจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดของ SMEs โดยตามข้อมูลจะจ้างงานไม่เกิน 200 คน จะเห็นว่าแม้ไม่ได้สะท้อนว่ามีการให้สินบนโดยบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะมีการประมูลโครงการของรัฐ แต่คงจะมีจำนวนสินบนที่รุนแรงเป็นก้อนใหญ่มากกว่าที่เราเห็นและอาจมีหลายรูปแบบ แต่ที่เราเห็นคือมีการจ่ายสินบน ซึ่งมีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่กำลังหนักหนาสาหัส 

พร้อมเสนอ 3 3 แนวทางแก้ปัญหา ได้แก่  

1. สำหรับปัญหาการเรียกสินบนการทุจริตคอร์รัปชั่นส่วนหนึ่งและถือเป็นส่วนสำคัญนั้นมาจากการใช้อำนาจในการอนุญาต หรือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดขั้นตอนและระยะเวลา ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษา ติดตามการปฏิรูปกฎหมาย และยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย ที่พรรคประชาชนเสนอ โดยมีกรอบระยะเวลาทำงาน 90 วัน ซึ่งจะจบประมาณเดือนสิงหาคม เพื่อต้องการทำให้เรื่องการลดกฎหมายเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริง และมีตัวอย่างที่อยากนำเสนอว่าจริงๆ แล้วรายงานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI (Thailand Development Research Institute) และ กกร.เองก็มีอยู่แล้ว และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีการทำข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย เรื่องใบอนุญาตก่อสร้างของ กทม.และชลบุรี ซึ่งมูลค่าต้นทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท เข้า ครม.ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ซึ่ง ครม.รับทราบ และมอบหมายกระทรวงมหาดไทย จึงมีการแต่งตั้งปลัด แต่จากการติดตามกลับยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าสามารถนำมาทำได้เลย 

2. เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการแก้ไขกฎกระทรวงที่ทำให้ลดการแข่งขัน เช่น การจ้างต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษ และจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท และหากสามารถดำเนินการได้จะประหยัดไปประมาณ 10% หรือ 4 หมื่นล้านบาท  

3. จัดให้มีความคุ้มครองเรื่องผู้ให้เบาะแสการให้สินบน ทุจริต หรือคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหลักที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่รัฐบาลไทยได้สมัครเป็นสมาชิก ก็เป็นหลักการสำคัญ และ พ.ร.บ.ป.ป.ช.เองก็มีหลักการนี้ ดังนั้น เราต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหานี้ 

น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า จากรายงานผลสำรวจของ กกร.พบว่าประชาชนไม่มั่นใจในการให้ข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องส่งเสริมทำให้เกิดความมั่นใจ และปรากฏว่าข้อมูลเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นหลายครั้งก็มาจากการให้เบาะแสของภาคประชาชน ทั้งลูกจ้าง คู่ค้า ผู้สอบบัญชี หรือคนที่จ้างเรื่องนี้  

ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องการให้สินบนหรือการทุจริตคอร์รัปชั่น พรรคประชาชนขอเสนอเรื่องหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี Corporate Government เป็นแบบที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ใช้ และการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวังด้วยความรับผิดชอบ หรือ Accountability  

นอกจากนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งภายหลังประชุมร่วมกับ กกร. ว่าจะนำเรื่องวาระการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ถือเป็นวาระแห่งชาติ และคงได้เห็นความคืบหน้า ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD  

ท้ายที่สุด พรรคประชาชน เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ตามหลักนิติธรรม และจะต้องบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ และองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ อย่างเป็นอิสระ และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน 

ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า จากข้อมูลของ  กกร. ที่ตนสำรวจมา พบว่ามี 2 เรื่องที่ กกร. ให้ความสำคัญ ได้แก่ 

1. การจัดซื้อจัดจ้างที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามเข้ามาบอกว่าหากติดสินบนอาจจะได้โครงการรัฐง่ายขึ้น  

2. การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลพินิจของรัฐ  

ซึ่งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ดีที่สุด คือ การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะและให้ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาวิเคราะห์ ซึ่งทุกวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอคไอเอ หรือเว็บไซต์ภาษีไปไหน แต่สิ่งที่ติดขัดนั้นติดขัดอยู่ที่ภาครัฐพรรคประชาชน เราเคยเสนอไปว่าให้เปิดฐานข้อมูล คือข้อมูลของระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP (Electronic Government Procurement) สิ่งที่เราต้องการคือการเปิด API ของระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์  

อีกส่วนหนึ่งคือการจดทะเบียนต่างๆ ของบริษัทในกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้หากใครที่ต้องการจะเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลลึกๆ ต้องจ่ายเงิน รวมถึงการจะเข้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก และยังมีรายชื่อของข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งฐานข้อมูลอาจจะไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย 

น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า อีกอย่างคือเรื่องบัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ป.ป.ช. แม้จะมีการขยายเวลาแล้ว แต่ก็ยังมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดอยู่ หากมีการเปิด API ของระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง รวมถึงฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ จะทำให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยตรวจสอบความผิดปกติ เช่น การฮั้วประมูล ความเชื่อมโยงของนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูง หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะช่วยลดการเรียกรับผลประโยชน์ และทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น 

น.ส.รักชนกกล่าว อีกว่า ขณะที่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งตนเห็นว่ามีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติการเรียกรับผลประโยชน์มีความถี่อยู่ในระดับที่ 10 กว่าๆ คือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกระทรวงแรงงานพยายามที่จะใช้แพลตฟอร์ม e-WorkPermit ซึ่งมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7 พันล้านบาท ในการที่จะทำแพลตฟอร์มให้แรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนได้โดยใช้แพลตฟอร์มที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่เราต้องยอมรับว่าการที่เวลาต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติไปขอใบอนุญาตในการทำงานหรือขอบัตรชมพูต่างๆ มีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่  

ดังนั้น จึงมีการถ่วงเวลาเพื่อที่จะทำให้ระบบนี้ล่าช้าลงไป 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า รวมถึง e-ticket ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่แม้ว่าโครงการนี้จะมีมาหลายปีแล้ว แต่อุทยานยังไม่ได้มีการประยุกต์ใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางครั้งบางที่ยังเรียกเก็บเป็นเงินสด สามารถที่จะนำเข้ากระเป๋าได้สะดวกขึ้น โดยอาจจะเห็นว่าบางครั้งอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ถูกจับ 

“สิ่งที่พวกเราจะทำต่อไป คือ การใช้กลไกของ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ซึ่งเป็นกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ในการเรียก 4 หน่วยงานที่เก็บฐานข้อมูลเพื่อผลักดันในการเปิดฐานข้อมูลภาครัฐ โดยที่ต้องการให้เปิดเป็น API เพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้เลยโดยที่ไม่ได้เปิดเป็นแค่กระดาษ ส่วน e-ticket กับ e-WorkPermit ก็จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการติดตามงบฯ ด้วยเช่นกัน เพื่อผลักดันให้ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป” น.ส.รักชนก กล่าว 

เมื่อถามว่า กระทรวงแรงงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ พบการทุจริตมากที่สุดจากทุกหน่วยงานเลยใช่หรือไม่  

น.ส.รักชนก กล่าวว่า 2 หน่วยงานนี้ได้นำแพลตฟอร์มที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อลดดุลพินิจ อย่างกระทรวงแรงงาน โดยกรมจัดหางาน ได้ทำ e-WorkPermit ซึ่งเป็นโครงการที่สูงถึง 7,000 ล้านบาท เราก็ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่การอภิปรายว่ามีการทุจริต หรือคอร์รัปชั่นตั้งแต่เริ่มโครงการเลยหรือไม่ แต่ผลสุดท้ายเมื่อโครงการคลอดออกมาแล้ว  

ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้ได้ไม่เต็มรูปแบบ อาจทำให้แรงงาน ซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติ หรือคนที่ต้องลงทะเบียนผ่านระบบนี้ในอนาคตมีปัญหา ซึ่งเราสนับสนุนเต็มที่ในการใช้แพลตฟอร์มเพื่อลดดุลพินิจของหน่วยงานภาครัฐ หรือเจ้าหน้าที่ และต้องยอมรับว่าผลประโยชน์ในการทำบัตรชมพู หรือการขอใบอนุญาตในการทำงานมันมีมากมายมหาศาล  

ดังนั้น เราจึงตั้งข้อสังเกตว่าการที่ระบบ e-WorkPermit ใช้การไม่ได้ อาจไม่ได้เป็นเพราะตัวมันเอง แต่เป็นเพราะทั้งฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายราชการ ที่เคยได้รับประโยชน์จากการรับผลประโยชน์รายหัว พยายามทำให้มันสำเร็จช้าลงหรือไม่ ซึ่งหน้าที่ของพวกเราในสภา ต้องใช้กลไกในสภาเพื่อผลักดันให้ระบบดังกล่าวใช้อย่างเต็มที่ และคงจะมีการบรรจุวาระนี้เข้าสู่กรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เป็นวาระถัดไป