ตามที่วานนี้ (7 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ แฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

ต่อมา นายอนุทิน ได้กล่าวขอบคุณฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมกล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างตรงไปและมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น ถึงเวลาที่ทั้ง 2 ประเทศ จะเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย
ส่วนประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล นายอนุทิน กล่าวว่า ได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ขณะเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เปิดเผยภายหลังการหารือ 3 ฝ่าย ว่า วันนี้ได้พบกับนายกฯ อนุทินด้วยความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน การหารือมุ่งเน้นไปที่มาตรการลดความตึงเครียด และการสร้างความไว้วางใจ เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างกรอบความสัมพันธ์ที่นำไปสู่สันติภาพถาวร และการทำให้ความสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติ
ฮุน มาเนต กล่าวว่า เราได้หารือถึงการกลับมาเดินหน้ากลไกความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งหมด ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (เจบีซี) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (จีบีซี) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) หลังรัฐบาลใหม่ของไทย กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ
“กัมพูชา ขอชื่นชมบทบาทสำคัญของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน และขอขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียน สำหรับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง พร้อมกับขอเรียกร้องให้มีการส่งเสริมความเข้มแข็งของบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในการตรวจสอบ และรับรองการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ตกลงกันไว้” ฮุน มาเนต กล่าว

ฮุน มาเนต กล่าวว่า เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนต่อประชาชน รวมถึงผ่านสมาคมมิตรภาพกัมพูชา – ไทย ในฐานะเสาหลักเสริมในการฟื้นฟูความไว้วางใจและส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกัน ต่อจากนี้ เราได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 ฝ่ายหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม และผลักดันเรื่องดังกล่าวต่อไปในลักษณะที่เป็นรูปธรรมและมุ่งผลสัมฤทธิ์ ดังที่ประธานาธิบดีได้กล่าวไว้
“กัมพูชาขอเน้นย้ำว่า พรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยการใช้กำลังหรือการบีบบังคับอย่างไม่เป็นธรรม ขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม อย่างครบถ้วนและทันที โดยเฉพาะข้อที่ 3 ซึ่งเรียกร้องให้กรอบความร่วมมือเจบีซีกลับมาเริ่มงานสำรวจ และปักปันเขตแดนโดยเร็วตามข้อตกลงที่มีอยู่ เนื่องจากกัมพูชาเชื่อว่า กลไกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยุติการใช้การบีบบังคับในพื้นที่ และรับประกันว่าหลักอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเส้นเขตแดนระหว่างประเทศจะได้รับการเคารพตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนสนธิสัญญาและข้อตกลงที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่าง 2 ประเทศ” ฮุน มาเนต กล่าว
นอกจากนี้ ฮุน มาเนต กล่าวอีกว่า เรายังได้หารือถึงแนวทางในอนาคตสำหรับการจัดการข้อพิพาทพื้นที่ทางทะเลทับซ้อน ภายหลังจากที่กัมพูชาตัดสินใจเริ่มกระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังจากไทยถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 กัมพูชาเชื่อว่านี่คือแนวทางสันติที่จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นธรรมสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย
“กัมพูชายึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่มีอยู่ รวมถึงพันธกรณีที่ได้รับการยืนยันไว้ในปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 26 ตุลาคม 2025 และแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2025 และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างสร้างสรรค์ รวดเร็ว และด้วยความสุจริตใจ” ฮุน มาเนต กล่าว
ขอบคุณข้อมูล : สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
