วิเคราะห์จุดเปลี่ยนเกมการเมือง ทำไม? “ภูมิใจไทย” ถึงชนะ

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

9 กุมภาพันธ์ 2569

วิเคราะห์จุดเปลี่ยนเกมการเมือง ทำไม? “ภูมิใจไทย” ถึงชนะ

เรียกว่ากระเเสการเลือกตั้งดีเเบบไม่มีตก ถึงเเม้จะมีการนับผลคะเเนนไปเเล้ว 

เเต่ก็ต่างตั้งข้อสงสัยถึง พรรคที่ได้อันดับ 1 ว่าได้คะเเนนเยอะเพราะอะไร?  

วันนี้(9 ก.พ.69) รายการเจาะลึกทั่วไทย ได้เชิญ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวิชา เป้าอารีย์  ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” (NIDA Poll) ได้ออกมาวิเคราะห์จุดเปลี่ยนเกมของพรรคการเมือง อะไรทำให้พรรคภูมิใจไทยกระเด้งขึ้นไปอยู่อันดับ 1  ซึ่ง ดร.สุวิชา ก็ได้เริ่มพูดเลยว่า ที่พรรคภูมิใจไทยกระเด้งขึ้นมาได้คะเเนนนำพรรคอื่นเพราะว่าการวางเเผนที่วางมาดีตั้งเเต่ต้น คือว่าสิ่งที่เเตกต่างกันกับพรรคเพื่อไทยในอดีต  ที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้วางเเผนรับมือพรรคส้มมาตั้งเเต่ต้น  ไม่ได้ประมาทเหมือนพรรคเพื่อไทยเมื่อก่อน  

อันนี้คือข้อเเตกต่างที่ 1 เเละอีกส่วนนึงคือ การเข้าไปเจาะถามส้ม คือเจาะถามเลยเป็นรายเขต เขาก็สามารถที่จะเจาะพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยได้ด้วย เอาง่ายๆ คือ พรรคภูมิใจไทยมีการวางเเผนอย่างเป็นระบบไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ  

ซึ่งวิธีการเจาะถาม ก็จะเลี้ยงกระเเสชาตินิยมไว้ เพราะรู้ว่ากระเเสนี้เป็นที่นิยมในต่างจังหวัด  ยิ่งในพื้นที่อีสานเเละชายเเดน ในขณะเดียวกันก็ได้มีการใช้บุคคล เช่น ศุภจี เอกนิติ สีหศักดิ์ เดินสายเพื่อเก็บคะเเนนมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลางเเละผู้บริหาร งั้นสรุปก็คือมีการวางเเผนอย่างเป็นระบบ  ซึ่งเขาก็ใช้วิธีนี้ในการเลี้ยงจนถึงวันเลือกตั้งเลย   

ทั้งนี้พื้นฐานคะเเนนในพื้นที่ต่างจังหวัดมีความลังเลอยู่ 2 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย เเละพรรคประชาธิปัตย์ เเต่อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบมากกว่าเพราะเป็นรัฐบาล เเละพื้นฐานเสียงที่ดึงกลับไปได้เยอะกว่า รวมทั้งคะเเนนของลุงตู่ ก็ไหลมาที่ภูมิใจไทยด้วย   

ส่วนหนึ่งที่ พรรคภูมิใจไทยได้คะเเนนมากขนาดนี้ส่วนหนึ่งมาจาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์  เขาเป็นคนที่เรียกเรตติ้ง ให้ FC ของพรรคประชาธิปัตย์  เปลี่ยนใจหันมาลงคะเเนนให้พรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้เขาก็เเกว่งตั้งเเต่เเรก เพราะคงตั้งใจจะเลือกอภิสิทธิ์ตั้งเเต่ต้น เเต่อาจจะด้วยความกังวลว่าคะเเนนฝั่งพรรคประชาชนมากกว่าเเละอาจชนะได้ ทำให้คะเเนนฝั่ง  FC ของพรรคประชาธิปัตย์ เทมาที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้คะเเนนจากหลายๆเมือง   

ต่อมาถ้าพูดในเรื่องของพรรคส้ม ทำไมคะเเนนถึงตกขนาดนั้น ดร.สุวิชา ได้บอกว่า เป็นเเผนของพรรคภูมิใจไทย ในการเจาะเป็นเขตๆไป ดูเเละพิจารณาว่าส้มในเขตไหนมีความเปราะบางเเบบไหนเเล้วใช้การวางเเผนที่ว่าในการงัดให้ได้คะเเนนมา ต้องบอกว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ดูเเค่ภาพรวมของทุกพื้นที่เเต่การวางเเผนคือเจาะทุกเขต   

ดร.สุวิชา ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ได้คะเเนนมาเยอะเเซงทุกพรรคขนาดนี้มาจากการวางเเผนอย่างดี เเละมีตัวช่วยของคนในพรรคในการเรียกคะเเนนเสียงมาได้จำนวนนึง  

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคกล้าธรรมเองก็ไม่ใช่เล่น คะเนนนนำโด่งอยู่เหมือนกันเเต่ก็ยังเเพ้พรรคภูมิใจไทย เเต่ถ้าถามว่าจุดเเข็งคืออะไร  พรรคกล้าธรรม มีจุดเเข็งคือ การมีคนในการเมืองเยอะ คอนเนคชั่นเยอะ เครือข่ายก็เยอะ ซึ่งบางจังหวัดเลือกกล้าธรรมเยอะจริงๆ เกือบทั้งจังหวัด อย่าง เชียงใหม่  พรรคกล้าธรรมสามารถยึดเสียงได้ถึง 4 เขต ซึ่งถือว่าเเข็งเเกร่งมาก ทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็น 0 คะเเนน  

ต่อข้อถามว่า พรรคเพื่อไทยขายไม่ได้เเล้วเหรอในเชียงใหม่?  ดร.สุวิชา ตอบว่า คงต้องทำใจเเล้วว่าขายไม่ออกเพราะหมดช่วงเเล้ว เเต่ก็ยังมีบารมีอยู่ เเต่เเค่มีไม่มากเท่าเดิมเเล้ว  เเละคาดว่าจะได้เลือกตั้งอีกครั้ง ก่อนคริสมาสต์ปี 2571 ซึ่งไม่ถึงกำหนด 4 ปี ที่พรรคภูมิใจไทยจะอยู่เป็นรัฐบาล เพราะว่าคนที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่คนที่อยู่ในพรรคอย่างเเท้จริง  

สุดท้ายสมการรัฐบาลใหม่คิดว่าจะเป็นพรรคใดที่ร่วมมือกัน ก็จะมี พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย เเละพรรคกล้าธรรม  เเค่ 3 พรรคก็เหลือเฟือเเล้ว  ซึ่งเพื่อไทยมีอยู่ในลิสต์ด้วยเพราะเเรงต่อรองอ่อนมาก  ถ้าภูมิใจไทยใช้สมการนี้จริง เเปลว่า เขาไม่เเคร์โหวตเตอร์เลย  

นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จับตากันดูต่อ  

ที่มา: รายการเจาะลึกทั่วไทย