ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
การเมืองวันนี้มีสองเรื่องที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่ก็มาเกี่ยวกันโดยไม่ตั้งใจ นั่นก็คือเรื่องของ “เทคโนโลยี”
เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินหน่อย” ที่ถูกนำมายื่นต่อกรรมาธิการสภาฯ อีกเรื่องคือ “ไทย AI” หรือโครงการ TH-AI Passport และการชี้แจงของ “รัฐมนตรีลูกนก – ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลฯ เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ทำเอา “คนไอที” สามัคคีกันโดยไม่ได้นัดหมาย ออกมาตั้งคำถามอย่างพร้อมเพรียง
ที่บอกว่ามาเกี่ยวกันก็คือ การชี้แจงแบบที่ถูกตั้งคำถามว่ารู้เรื่องจริงหรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้น เมื่อไม่รู้จริง คำชี้แจงก็ยิ่งเข้ารกเข้าพง


มาที่เรื่องใหญ่ก่อน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดต่อ “รมต.ไชยชนก” เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับโปรฟรีเป็นเวลา 1 ปี
ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้มีกระบวนการเร่งรัดผิดปกติ อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนดิจิทัลฯ และยังพบข้อพิรุธว่ากลุ่มบริษัทที่ชนะการประมูลเป็นกลุ่มเดียวกับที่เข้ามาวางราคากลางไว้ตั้งแต่ต้น และเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 1.5% เท่านั้น
ปัญหาของ “ไชยชนก” ไม่ได้อยู่แค่เรื่องความโปร่งใส แต่อยู่ที่การชี้แจงในเชิงเทคนิคที่ยังคงเปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ไม่หยุด
“รัฐมนตรี” ระบุว่าข้อมูลทั้งหมดในโครงการจะถูกเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย และโมเดล AI จากต่างประเทศที่เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ฝึกหรือพัฒนาโมเดลของตนเองได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งใจจะใช้โครงการนี้เป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนา AI ของไทยในอนาคต เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถเป็นของตนเองและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในระยะยาว
แว้บแรกฟังดูสวยงาม แต่กลับทำให้คนในวงการไอทีและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ส่ายหัวพร้อมกัน เพราะในทางเทคนิค ข้อมูลที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไปในระบบ AI กับ “training data” ที่ต้องใช้สร้างโมเดล AI นั้นเป็นคนละสิ่งกันโดยสิ้นเชิง
ข้อมูลคำถาม-คำตอบ หรือที่เรียกว่า Prompt ที่ผู้ใช้งานพิมพ์เข้าไป ไม่ใช่ชุดข้อมูลมหาศาลที่ต้องใช้ในการสร้างโมเดล AI ยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐใช้ระบบ AI ระดับองค์กร กฎเหล็กด้านความปลอดภัยของผู้ให้บริการต่างชาติคือต้อง “ไม่เก็บข้อมูล” ของผู้ใช้ แล้วรัฐบาลจะนำคลังข้อมูลจากที่ไหนมาพัฒนา AI ของไทยในอนาคต? การชี้แจงนี้จึงขัดแย้งกันเองอย่างสิ้นเชิง
รวมถึงโครงการนี้อ้างว่าแจกสิทธิ์ให้คนไทยถึง 5 ล้านคน แต่ระบบกลับถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานพร้อมกันได้เพียง 139 คนต่อวินาที หรือราว 500,000 คนต่อชั่วโมงเท่านั้น
ปัญหาอีกประการหนึ่งคือโครงการนี้ยังไม่มีการแจก API Key ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยนำไปต่อยอดหรือสร้างนวัตกรรม โครงการนี้จึงเป็นเพียงโปรแกรมแชตสำเร็จรูป ไม่ใช่การสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ตามที่รัฐบาลพยายามอ้าง
และอีกคำถามใหญ่ที่ยังค้างอยู่คือ เหตุใดรัฐบาลจึงไม่จัดซื้อตรงจากบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีอย่าง OpenAI หรือ Google ที่ฝ่ายค้านมองว่าหากซื้อโดยตรง ประเทศไทยอาจได้ประโยชน์มากกว่า ทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุน การตั้งศูนย์วิจัย หรือการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว
มาที่เรื่องที่สองซึ่งร้อนพอๆ กัน ในแชตไลน์กลุ่มหนึ่ง ปรากฏข้อความที่ถูกอ้างว่าเป็นบทสนทนาระหว่างอธิบ
กรมการปกครองกับกลุ่มปลัดจังหวัด ก่อนการเลือกตั้งไม่ถึงเดือน โดยมีการส่งผลโพลของแต่ละพรรค และมีข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย”
กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” และคณะ ยื่นหนังสือต่อประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดเผยแชตไลน์ดังกล่าว โดยกล่าวอ้างว่าเป็นบทสนทนาของอธิบดีกรมการปกครอง ในช่วงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และยังเชื่อมโยงกับกรณีปลัดจังหวัดภูเก็ตที่อ้างว่าถูกย้ายไปช่วยราชการอย่างไม่เป็นธรรมเพราะไม่สนองงานการเมือง
“นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ออกมาปฏิเสธและชี้แจงว่า บัญชีไลน์ของตัวเองเปิดเป็นสาธารณะ และเชื่อมต่ออยู่กับหลายอุปกรณ์ ไม่ได้อยู่ในมือถือเครื่องเดียว จึงเป็นไปได้ที่อาจมีผู้อื่นส่งข้อความดังกล่าว
แต่คำชี้แจงนี้กลายเป็นชนวนใหม่ เพราะการอ้างของ “นฤชา” แม้มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคเนื่องจาก LINE เวอร์ชัน 15.3 ขึ้นไป รองรับการล็อกอินใช้งานบัญชีเดียวกันบนอุปกรณ์พร้อมกันได้สูงสุด 4-6 อุปกรณ์
แต่ทว่า… การจะเปิดใช้งานอุปกรณ์เสริมได้นั้น จะต้องมีการยืนยันสิทธิผ่านสมาร์ทโฟนเครื่องหลัก (Primary Device) ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการสแกน QR Code หรือกรอกรหัสยืนยัน
นั่นหมายความว่า หากมีบุคคลอื่นส่งข้อความทางการเมืองดังกล่าวจริงตามที่อธิบดีอ้าง ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ช่องโหว่ด้านความมั่นคงที่ร้ายแรง” ที่ข้าราชการระดับสูงปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้าถึงระบบการสื่อสารและสั่งการของตนได้
เรื่องนี้ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ต้องเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวน
แต่ที่น่าสนใจกว่าแค่ตัวเนื้อหา คือแบบแผนที่ทั้งสองเรื่องแสดงให้เห็นร่วมกัน ฝั่งหนึ่งรัฐมนตรีดิจิทัลที่ต้องชี้แจงโครงการ AI มูลค่าพันกว่าล้านบาท แต่กลับไม่ตอบได้ว่าทำไมต้องซื้อผ่านคนกลาง และการอ้างจะทำโมเดล ของคนไทยนั้นเชื่อมกับโครงการนี้ได้จริงอย่างไร อีกฝั่ง อธิบดีกรมปกครองที่ต้องชี้แจงเรื่องข้อความในบัญชีไลน์ของตัวเอง แต่กลับให้คำอธิบายที่ขัดกับการทำงานจริงของแอปพลิเคชัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกรณีมีจุดร่วมตรงที่ผู้ชี้แจงดูเหมือนกำลังอธิบายเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ถนัดจริงๆ และผลที่ได้กลับกลายเป็นว่าทุกครั้งที่พยายามชี้แจง กลับยิ่งมีคำถามตามมามากขึ้น ชนิดที่ว่าหากนิ่งเงียบเสียก็อาจจะดีกว่า
สองเรื่องที่ดูอาจจะห่างไกลกัน แต่ก็ชัดเจนว่าเมื่อไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำกับดูแลหรืออ้างอิงอย่างถ่องแท้ การชี้แจงก็ยิ่งเข้ารกเข้าพง และสุดท้ายที่แย่ไปกว่าการถูกตั้งคำถามคือ คำตอบที่ให้มาพิสูจน์ให้เห็นเองว่าไม่รู้เรื่องจริง
