สีหศักดิ์ ฉะ กัมพูชา บิดเบือนความจริง เหยื่อที่แท้จริง คือ ทหารไทยเสียขา
บวรวัฒน์ อีจัน
29 กันยายน 2568

(27 ก.ย. 68) ตามที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก กล่าวว่า ก่อนอื่น ผมขอแสดงความยินดีที่ต่อการเข้ารับหน้าที่ประธานสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 ของประธานสมัชชาฯ

แม้ผมจะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญต่อการมอบหมายให้ผม เดินทางเข้าร่วมการประชุมวันนี้ เพราะเราเชื่อว่าช่วงเวลานี้สำคัญยิ่ง เนื่องจากการครบรอบ 80 ปี ของ สหประชาชาติ เป็นช่วงเวลาที่สหประชาชาติกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ
ผมขอเริ่มต้นด้วยการย้ำถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของประเทศไทยว่า โลกยังคงต้องการสหประชาชาติ และสหประชาชาติก็ต้องการเราทุกคน แต่เพื่อให้สหประชาชาติบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างแท้จริง สหประชาชาติจะต้องพัฒนาไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศไทยก็ยืนอยู่บนทางเส้นทางของช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยกำลังเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วนภายในประเทศ ซึ่งเราไม่สามารถเสียเวลาต่อไปได้อีก วิสัยทัศน์ของเรานั้นกว้างไกลกว่าชายแดน เรามองสู่โลกกว้าง เพราะเรามีความปรารถนาเช่นเดียวกับทุกประเทศที่จะเห็นโลกที่สงบสุข ยุติธรรม และครอบคลุม
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงพร้อมที่จะมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ที่จะสร้างสหประชาชาติให้เป็นองค์กรที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการมอบสันติภาพ การพัฒนา และสิทธิมนุษยชนให้กับทุกคนอย่างแท้จริง หัวข้อของการอภิปรายทั่วไปของปีนี้ “น้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ย้ำว่า สหประชาชาติจะเข้มแข็งที่สุดเมื่อเราร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว เป็นประชาคมหนึ่งเดียว
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าประการแรก เราต้องรวมตัวเป็นประชาคมหนึ่งเดียว 80 ปีก่อน ประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมกันรับรองกฎบัตรสหประชาชาติที่เปี่ยมด้วยความหวังต่อสันติภาพ แต่ในวันนี้ เรากลับยังคงต้องเผชิญกับการแบ่งแยกที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากนโยบายกีดกันทางการค้า ความแตกแยก ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่ละเว้นประเทศไหน
สงครามในยูเครนซึ่งยืดเยื้อมาถึงปีที่ 3 ยังสร้างความทุกข์ทรมานและความเสียหายในกาซ่าที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุด นั้น อันเป็นเครื่องเตือนใจว่า เมื่อสันติภาพถูกทำลาย ความสูญเสียจะไม่ได้ตกอยู่กับประเทศต่าง ๆ เพียงเท่านั้น แต่ยังตกอยู่กับประชาชนธรรมดาที่ชีวิตต้องถูกทำลาย

การเป็นประชาคมหนึ่งเดียวกัน ทุกประเทศต่างมีส่วนรับผิดชอบในการส่งเสริมสันติภาพ และความมั่นคงของโลก ซึ่งจะต้องครอบคลุมทุกคน พหุภาคีนิยมจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเมื่อสตรีมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะในภารกิจรักษาสันติภาพ การป้องกันความขัดแย้ง หรือการตอบสนองด้านมนุษยธรรม เสียงและการเป็นผู้นำของสตรีเหล่านั้น ได้สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนของเรา และทำให้สันติภาพยั่งยืนยิ่งขึ้น
ไทยตั้งใจที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา โดยกองกำลังรักษาสันติภาพของไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ในทุกมุมโลก เพื่อช่วยฟื้นฟูวิถีชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ไทยได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ไปแล้วกว่าร้อยละ 99 ซึ่งเป็นการดำเนินการ ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยการดำเนินการของไทยไม่ได้เป็นเพราะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ แต่เป็นการคืนพื้นที่ให้แก่ชุมชน เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตและเติบโต
การปกป้องผู้คนในประเทศ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจที่ต้องกระทำ เรายังคงต้องรับมือกับความท้าทายข้ามชาติ อาทิ การโยกย้ายถิ่นฐานที่เกิดจากความขัดแย้งและภัยพิบัติ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ เป็นบททดสอบร่วมกันที่ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง ซึ่งเป็นภารกิจที่แท้จริงของประเทศไทย เราได้ให้ที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่นจากเมียนมากว่า 4 ทศวรรษ และปัจจุบัน เราได้เพิ่มโอกาสให้แก่พวกเขา โดยอนุญาตให้ทำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราว เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีส่วนสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ไทยได้ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยอาชญากรรมที่ไร้พรมแดน ต้องอาศัยความร่วมมือไร้พรมแดนด้วยเช่นกัน วิสัยทัศน์ “การเป็นประชาคมหนึ่งเดียวกัน” ต้องเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว ภูมิภาคต่าง ๆ เป็นรากฐานสำคัญของประชาคมโลก โดยภูมิภาคของเรา สันติภาพและเสถียรภาพ ยังเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประชาคมระหว่างประเทศภายใต้อาเซียน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ระหว่างเพื่อนบ้านด้วยกัน สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่ากังวลอย่างยิ่ง โดย ไทย ได้ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามแนวชายแดน และยังคงสนับสนุนให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเจรจา และมุ่งสู่กระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา

แม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด ความขัดแย้งระหว่างกันก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยต้องยอมรับว่า สถานการณ์กับกัมพูชาในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นที่พึงประสงค์หรือเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย โดยสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรือง ของเราล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด ไม่อาจแยกออกจากกันได้ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนเดียวกัน
เช้าวันนี้ ผมตั้งใจที่จะกล่าวในประเด็นที่ต่างจากนี้และในเชิงบวกที่สะท้อนถึงความหวังสำหรับอนาคต แต่ผมจำเป็นแก้ไขถ้อยแถลงนี้ใหม่ เพราะคำกล่าวที่น่าผิดหวังโดยกัมพูชา เป็นที่น่าเสียใจว่า
“กัมพูชายังคงสร้างภาพให้ตนเป็นผู้ถูกกระทำ กัมพูชาได้ให้ข้อเท็จจริงในแบบฉบับของตนที่ไม่สามารถยืนยันได้เมื่อถูกตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งก็เป็นเพราะว่าสิ่งที่กล่าวเป็นการบิดเบือนความจริง เราต่างรู้ว่าใครคือผู้ถูกกระทำที่แท้จริง ผู้ถูกกระทำที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่ต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิด คือเด็ก ๆ ที่โรงเรียนถูกโจมตี และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังจับจ่ายซื้อของในวันนั้นที่ร้านสะดวกซื้อที่ถูกโจมตีจากจรวดของฝ่ายกัมพูชา” นายสีหศักดิ์ กล่าว
เมื่อวานนี้ ผมได้พบกับเพื่อนกัมพูชาที่สหประชาชาติแห่งนี้ เราพูดคุยกันในเรื่องสันติภาพ การเจรจาความไว้ใจ และความเชื่ อมั่น ประเด็นเหล่านี้ ได้รับการยืนยันในการหารืออย่างไม่เป็นทางการ 4 ฝ่าย จัดโดยสหรัฐอเมริกา เราขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับความมุ่งมั่นต่อสันติภาพ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า คำกล่าวของกัมพูชาในวันนี้ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวในการหารือเมื่อวาน โดยคำกล่าวของกัมพูชา ได้แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของเขา คำกล่าวหาของกัมพูชานั้น เป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก จนทำให้ความจริงดูเหมือนเป็นเรื่องตลก
ตั้งแต่เริ่มแรก กัมพูชาเป็นผู้ริเริ่มความขัดแย้งด้วยความตั้งใจที่จะขยายข้อพิพาทชายแดนไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติ และทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ จะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หมู่บ้านที่กัมพูชาอ้างถึงในคำกล่าวตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศไทย โดยตามข้อเท็จจริงหมู่บ้านเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะประเทศไทยได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมที่จะเปิดชายแดนในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ประชาชนหลายแสนคนได้หลบหนีจากสงครามกลางเมือง และมีที่พักพิงในไทย เราได้ตัดสินใจบนหลักการของความเมตตาและมนุษยธรรม
แม้สงครามกลางเมืองได้สิ้นสุด และที่พักพิงได้ปิดตัวลง แต่หมู่บ้านของกัมพูชายังคงขยายขอบเขต ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา และแม้ว่าไทยได้พยายามที่จะประท้วงต่อเนื่อง แต่กัมพูชายังคงเพิกเฉยที่จะจัดการกับปัญหาการบุกรุกดังกล่าว เมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชา ภายหลังจากข้อตกลงสันติภาพปารีส ค.ศ. 1991 ไทยได้ช่วยสร้างและฟื้นฟูให้กัมพูชา สามารถรักษาสันติภาพของชาติตนได้ เราได้ช่วยสร้างบ้านเรือน ถนน และโรงพยาบาล เพราะว่าสันติภาพของกัมพูชานั้นเป็นผลประโยชน์ของไทยด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำเพื่อกันและกัน
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบาง เราจำเป็นต้องทำให้ข้อตกลงนี้เกิดผล ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่น และการกระทำที่จริงใจจากทั้ง 2 ฝ่าย เป็นที่น่าเสียใจว่า กัมพูชายังคงยั่วยุอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการระดมพลเรือนเข้ามาในเขตแดนของไทย และยิงเข้ามาทางฝั่งของเรา ถือเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน
ผมหมายความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2568 ที่กองกำลังกัมพูชาได้ยิงใส่กองกำลังไทยที่ประจำอยู่บริเวณชายแดน โดยล่าสุด กองกำลังไทยยังได้ตรวจพบโดรนลาดตระเวนของฝ่ายกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาดินแดนไทยทุกวันบริเวณชายแดน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และข้อตกลงหยุดยิงที่ได้เห็นชอบร่วมกันในการประชุมสมัยพิเศษ ที่เมืองปุตราจายา มาเลเซีย และได้รับการยืนยันอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการชายแดน ระดับทวิภาคี
โปรดอย่าได้มีข้อสงสัยต่อการยืดหยัดเพื่อสันติภาพของไทย และไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางที่สามารถกระทำได้เพื่อหาทางออกโดยสันติต่อปัญหากับกัมพูชา ขณะเดียวกัน ไทยจะยังคงยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพของดินแดนของเรา โดยเราขอเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือกับเรา เพื่อแก้ไขความแตกต่างผ่านการหารือโดยสันติและกลไกที่มีอยู่
ในวันนี้ ประเทศของเราทั้งสองต้องตัดสินใจเลือกเส้นทาง ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนบ้านและมิตรกัน ไทยขอถามกัมพูชาว่า จะเลือกเส้นทางใด เส้นทางของการเผชิญหน้าหรือเส้นทางของสันติภาพ และความร่วมมือ
ไทยขอเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ เพราะเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนของทั้งสองประเทศสมควรได้รับ แต่เราก็ยังมีข้อสงสัยว่ากัมพูชาตั้งใจที่จะร่วมมือกับเราในการมุ่งสู่สันติภาพหรือไม่ สำหรับเรา การเจรจา ความไว้วางใจ และความสุจริตใจ ไม่ใช่เป็นเพียงคำพูด แต่คือหนทางในการเดินต่อไปภายหน้า
ขอบคุณข้อมูล : กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand