พรรคประชาชน เปิดตัว “มุนินทร์” ร่วมทีมบริหารพรรค ควบนั่ง รมว.ยุติธรรม

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

5 มกราคม 2569

พรรคประชาชน เปิดตัว “มุนินทร์” ร่วมทีมบริหารพรรค ควบนั่ง รมว.ยุติธรรม

เพียงช่วงเวลาอีก 1 เดือนเศษ กับการนับถอยหลังสู่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเมืองไทย ที่จะเกิดรัฐบาลชุดใหม่มาแก้วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เช่นเดียวกับ เหล่าพรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มตระเวนหาเสียงพื้นที่สำคัญ ชูนโยบายและขุมกำลัง ที่จะเข้าสภาไปพลิกโฉมประเทศ ล่าสุดเป็นคิวของ พรรคประชาชน ที่ได้เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลแล้ว

วันนี้ (5 ม.ค. 69) พรรคประชาชน People’s Party เปิดตัว นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป็นคนแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศนั่งแท่นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม

นายมุนินทร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาเหมาะสม ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวาระที่เราอยากเห็น เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ทำงานกับเพื่อนร่วมงาน นักการเมือง และประชาชน คนอาจจะบอกกันว่า ปัญหาเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองอาจจะแก้กันได้ในสภา แต่นี่เป็นช่วงเวลาที่คิดว่าสำคัญมาก ที่ประชาชนทุกภาคส่วนในสังคม ต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองในบทบาทที่ตัวเองถนัด ตั้งแต่เลือกตั้ง ไปจนถึงการเป็น สส. หรือว่าเข้าไปมีส่วนในการบริหาร เพื่อขับเคลื่อนให้สิ่งที่เราอยากเห็นเกิดขึ้นจริงได้

ในฐานะอาจารย์ นักวิชาการ และเป็นพลเมืองคนหนึ่ง การแสดงความเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ ที่ผ่านมาเหมือนจะยังไม่เพียงพอใช่ไหม จึงตัดสินใจว่าต้องลงมาทำงานเอง นายมุนินทร์ กล่าวว่า นี่เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อย ๆ ตอนให้สัมภาษณ์ ว่าเวลาเราสอนลูกศิษย์จะสอนยังไง บ้านเมืองเป็นแบบนี้ ตนอาจจะเห็นปัญหาค่อนข้างชัดในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย เพราะพื้นฐานส่วนตัวมีความสนใจและเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเปรียบเทียบ 

“ตนคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ถึงจุดที่ย่ำแย่ที่สุด เรียกว่าย้อนกลับไป 20-30 ปี เรากำลังเผชิญช่วงเวลาวิกฤตที่สุดของกฎหมาย ของกระบวนการยุติธรรม ของหลักนิติธรรม และของประชาธิปไตย แน่นอนว่าการสอน การพูดในห้องเรียน ยังมีความจำเป็น การให้ความรู้ การแลกเปลี่ยนกับสังคมสาธารณะ ก็ยังมีความจำเป็น แต่ว่าการเมืองก็ต้องการคนที่พร้อมจะลงมาช่วย และขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้พ้นไปจากสภาวะวิกฤตนี้เช่นกัน” นายมุนินทร์ กล่าว

จุดวิกฤตที่สุดของกฎหมาย ? เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร นายมุนินทร์ กล่าวว่า ตอนที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คนมองไม่ออกว่าจะกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมอย่างไร แต่ผ่านไป 10 ปี เริ่มเห็นปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม คือไม่ต้องดูกระบวนการยุติธรรมก็ได้ มาดูว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ตรงไหน เราเคยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสูงในเอเชีย ปัจจุบันกลับอยู่ในกลุ่มท้ายของอาเซียน ดัชนีการคอร์รัปชัน หลักนิติรัฐนิติธรรมของเราถอยหลังหมด ประชาธิปไตยก็ถอยหลัง จากตัวเลขที่เป็นรูปธรรม วัดได้ด้วยกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ สุดท้ายสิ่งที่ตามมาก็คือสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราเผชิญ คือเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ทุกอย่างย่ำแย่ไปหมด 

ชาวบ้านทั่วไปมีความสงสัย “กระบวนการยุติธรรม” ถ้าไม่มีเส้นสาย ไม่รู้จักใคร เราจะบอกกันว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าต้องจ่ายใคร ถ้ามาเป็นรัฐมนตรียุติธรรม ต้องเริ่มกู้ศรัทธาของประชาชนที่ตรงไหน นายมุนินทร์ กล่าวว่า วิธีการแก้ที่สำคัญที่สุดวิธีการหนึ่ง และตนเห็นด้วยกับสโลแกนหลักของพรรคประชาชน คือ “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา เป้าหมาย และวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งตอนนี้สิ่งที่เราเห็นชัดเจนคือปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาความไม่โปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจ มาอัยการ ศาล และคนก็เกิดความเสื่อมศรัทธาในกระบวนการเหล่านี้ ว่าเราต่อสู้คดีไปแล้วจะชนะไหม มีคนไปวิ่งเต้นไหม มีการรับเงินไหม แล้วสุดท้าย ต่อให้ศาลพิพากษาลงโทษ แล้วต้องไปอยู่ในเรือนจำ ยังมีคนได้สิทธิพิเศษอีก สโลแกน “ไทยไม่เทา” ถ้าพูดถึงในบริบทกระบวนการยุติธรรม คือการทำให้กระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใส คนทำงานทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ 

พรรคการเมืองทั้งหลายพูดอย่างนี้ ทำไมถึงเชื่อว่าพรรคประชาชนจะทำเรื่องนี้ได้ดีกว่า แล้วก็จริงจัง มีเจตจำนงทางการเมืองมากกว่า นายมุนินทร์ กล่าวว่า ตนคิดว่ามี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ อุดมการณ์ของพรรค ความแน่วแน่ ซึ่งถูกพิสูจน์มาระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าไม่เคยเป็นฝ่ายบริหารมาก่อน แต่นโยบายของพรรคประชาชน มีความสม่ำเสมอและสอดคล้องกันตั้งแต่แรก ถ้าย้อนกลับไปดูตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน อุดมการณ์หรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมมันมีความสอดคล้องต้องกัน คือความต้องการที่จะปฏิรูป เหตุผลประการที่สองคือ ในบรรดาพรรคการเมืองหลักทั้งหมด นี่เป็นพรรคเดียวที่ยังไม่เคยมีอำนาจบริหาร 

ยังไม่เคยบริหารแล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าดีจริง นายมุนินทร์ กล่าวว่า เพราะว่าพรรคอื่นเคยบริหารมาแล้ว แต่เราไม่เห็นการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น นี่คือพรรคเดียวที่ยังไม่เคยมีอำนาจบริหาร และตนเชื่อว่าเขาจะทำได้

รู้จักพรรคประชาชนดีพอหรือเปล่า นายมุนินทร์ กล่าวว่า เป็นพรรคที่ตนคิดว่ามีวัฒนธรรมของการทำงาน สอดคล้องกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษ ตนเรียนที่อังกฤษมา ตนสังเกตวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันของคนในพรรค ความสัมพันธ์ระหว่าง สส. กับฝ่ายบริหาร ตนดูจากข่าวบ้าง ฟังจากเพื่อน หรือพูดคุยถามไถ่ ตนรู้สึกว่า นี่คือพรรคที่มองว่าคนเท่ากัน ความสัมพันธ์ การทำงานต่าง ๆ เขาก็เป็นแบบนั้น ไม่ใช่ว่าโฆษณาอย่างหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติไปอีกอย่างหนึ่ง 

ถ้าจะมาทำงานเป็นรัฐมนตรียุติธรรม คือในฐานะนักกฎหมายที่พร้อมจะมาทำหน้าที่เพื่อประเทศ ไม่ใช่เพื่อพรรค นายมุนินทร์ กล่าวว่า เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดแน่นอน เพราะเราอยากขับเคลื่อนการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงในระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม นี่คือสิ่งที่อยากเห็นและอยากทำ ไม่ใช่เพื่อให้พรรคชนะเลือกตั้งหรือได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น ชัยชนะของพรรคเป็นการตัดสินของประชาชน ถ้าประชาชนรู้สึกว่าเขาซื้อนโยบาย เขาเห็นถึงความแน่วแน่ตั้งใจ นั่นคือผลพลอยได้ การที่เราไปร่วมกับพรรค คือเราเชื่อมั่นว่าพรรคจะสามารถขับเคลื่อนในสิ่งที่เราอยากเห็นให้มันเกิดขึ้นจริงได้ แล้วเราอยากเห็นสังคมที่มีนิติรัฐ สังคมประชาธิปไตยที่คนเท่ากัน สังคมที่ไม่เทา สังคมที่พัฒนาไปในระดับที่แข่งขันกับนานาชาติได้ และถ้าพูดถึงเฉพาะพรรคประชาชน ต้องบอกว่าน่าเห็นใจ เขาต้องการคนมาช่วยเยอะมากเป็นพิเศษ เพราะมีคนถูกตัดสิทธิ์ไปเยอะมาก พรรคก็โดนยุบ ตอนนี้ทำสถิติ 2 ครั้งแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อเราเห็นว่าสามารถทำได้ และเชื่อมั่นในตัวเองว่าสามารถช่วยเขาได้ สามารถทำงานร่วมกับเขาได้ ก็น่าจะต้องลองดู 

ถ้ามาเป็นรัฐมนตรียุติธรรม จะเป็นครั้งแรกเหมือนกัน แล้วมั่นใจอย่างไรว่าจะทำได้ นายมุนินทร์ กล่าวว่า ตนตระหนักถึงความซับซ้อนและปัญหา ในฐานะคณบดี เคยบริหารหน่วยงานของรัฐ เข้าใจระบบราชการ ความล่าช้า ถ้าการสร้างความซับซ้อนด้วยการสร้างประตูใส่กุญแจล็อกหลาย ๆ ชั้นดีจริง จะต้องสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่วัดได้ แต่เมื่อไม่สามารถสะท้อนมาเป็นตัวเลขที่เป็นรูปธรรมหรือจับต้องได้ แสดงว่ามันต้องมีปัญหาแล้ว และนักการเมืองต้องมานั่งคิดกันว่าต้องจัดการกับความสลับซับซ้อนนี้อย่างไร และแค่ซับซ้อนยังไม่พอ มันมีสีเทา มีคอร์รัปชันที่แฝงอยู่ในความซับซ้อนเยอะมาก พอเวลาขุดขึ้นมามันจึงน่าตกใจมากว่า นี่คือประเทศที่มีองค์กรอิสระที่ตรวจสอบการคอร์รัปชันและตรวจสอบศีลธรรมมากมาย แล้วมันมีสิ่งที่เทาตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงจุดสิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม คือราชทัณฑ์ ที่ยังมีเรื่องน่าตกใจออกมาเรื่อย ๆ เรื่องนี้นักการเมืองรู้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ต้องมีคนที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน และแน่วแน่ที่จะแก้ปัญหา 

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว