“เท้ง” พูดทั้งน้ำตา โทษตัวเองพา “ส้ม” แพ้เลือกตั้ง ไม่ติด ถูกมองบารมีไม่ถึง “พิธา-ธนาธร” แต่ไม่คิดลาออก
บวรวัฒน์ อีจัน
10 กุมภาพันธ์ 2569

วันนี้ (10 ก.พ. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดใจสัมภาษณ์ผ่าน กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ร่วมกับผู้ดำเนินรายการ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พร้อมพูดคุยทุกประเด็นที่เกิดขึ้น

มีอะไรจะพูดถึง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวว่า ขอบคุณพรรคประชาชนที่ทำให้มีวันนี้ ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผมว่าไม่จำเป็นต้องขอบคุณอะไรทั้งสิ้น ที่ผ่านมาในส่วนกระบวนการรู้กันดีว่า เราดำเนินการไปเพื่อผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดการยุบสภาก่อน เนื่องจากไม่มีการดำเนินการตามคำพูดที่คุยกันไว้ ถือว่าเหตุการณ์ผ่านไปหมดแล้ว ไม่เป็นต้องขอบคุณอะไร
วันนี้เป็นฝ่ายค้าน 1 ล้านเปอร์เซนต์เลยใช่หรือไม่ ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ใช่ครับ ขอยืนยันว่า ไม่มีทางที่เราจะไปร่วมรัฐบาล หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญในตอนนี้ คือความรู้สึกค้างคาใจของประชาชน การแพ้ชนะยอมรับได้ แต่การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในวันนี้หลายส่วนพบว่ามีปัญหาจริง โดยเฉพาะสถานการณ์ชลบุรี เขต 1 พบว่ามีการทิ้งบัตรคะแนนที่ขีดฆ่า ไว้ในถังขยะ ซึ่งถือว่าผิดกระบวนการ เพราะเอกสารเหล่านี้ เป็นหลักฐานที่ กปน. ควรจะต้องเก็บส่งกลับให้ กกต.กลาง แต่กลับไปพบในถังขยะ

ถึงวันนี้ยอมรับผลการเลือกตั้ง ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าในภาพใหญ่ออกมา เราเคารพเสียงของประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะทำให้การเลือกตั้งเปลี่ยนผ่านโดยไม่มีปัญหา ต้องทำให้ประชาชนยอมรับในผลด้วย โดยสิ่งที่จะทำได้คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และในส่วนของพรรคประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด เราต้องพยายามป้องกันไม่ให้ฝั่งตรงข้าม โจมตีว่าการออกมาของประชาชนมีพรรคประชาชนอยู่เบื้องหลัง โดยยืนยันว่า พรรคประชาชน ไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งพรรคได้ดำเนินการตามข้อกฎหมายแล้ว ส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง กกต. แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ลำปาง เขต 2 ซึ่งพบบัตรเสียกว่า 7,000 ใบ และคะแนนแพ้ชนะเหลื่อมกันเล็กน้อย มันผิดสังเกต
วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ต้องทบทวนตัวเองหรือไม่ ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กลับมาทบทวนอยู่ครับ ผมเชื่อว่าเราไม่ได้ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แต่อาจจะต้องปรับเปลีย่นยุทธวิธีในการเอาชนะการเลือกตั้ง ซึ่งหากเรามองการเลือกตั้ง 2566 ผลแพ้ชนะหลายเขตอยู่ที่ว่า ฝั่งนั้นเผลอ ตัดคะแนนกันเอง เลยทำให้เราเอาชนะในบางเขตได้ ยกตัวอย่างบางเขตที่คะแนนเราไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ อาทิ ชลบุรี เขต 1 แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คะแนนเพิ่มขึ้น ส่วน สส.แบ่งเขต (น้ำเงิน) พลั่งมากกว่า ชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์เราไม่ได้ผิดพลาด โดยมองว่าการเลือกตั้งเขาแบ่งพื้นที่กันค่อนข้างดี จะเห็นได้ว่าบางจังหวัด พรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรม ลงสมัครแข่งกัน แบ่งเขตในจังหวัดเดียวกัน จะสังเกตได้ว่า บางพื้นที่พรรคสีหนึ่งคะแนนนำ แต่อีกสีได้หลักร้อย แต่อีกเขตคะแนนกลับข้ามกัน เลยเห็นได้ว่าเขาแบ่งพื้นที่กันแล้ว คุยกันไว้แน่นอน

การเลือกตั้งครั้งนี้แพ้เพราะอะไร นอกจากไม่มีเครือข่ายครอบคลุมมากเพียงพอ ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนบัญชีรายชื่อ เราต้องยอมรับตามคะแนนที่ออกมา จากภาคใต้ที่พรรคประชาธิปัตย์แบ่งไปเยอะ เมื่อเทียบกับปี 2566 อาจเป็นเพราะการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วย เราต้องยอมรับตามข้อเท็จจริง รวมถึงผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
อนุทินยอมรับว่า กระแสรักชาติ มีส่วนให้เกิดการชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ รู้สึกอย่างไร ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยอมรับว่ามีส่วนแตไม่ใช่ทั้งหมด ผมไม่ได้บอกว่าปัจจัยส่วนใดส่วนหนึ่ง เหนือกว่าปัจจัยอื่น ๆ แต่หากถามความเห็นผม คือ เรื่องการทำงานในพื้นที่ อันนี้ยอมรับ โดยนักวิเคราะห์เคยมองว่า พรรคประชาชน ชูการเมืองเชิงอุดมการณ์ เชิงนโยบายภาพใหญ่ แต่การเมืองถึงชาวบ้าน เรายังทำได้ไม่ดีพอ อันนี้ยอมรับและมองเป็นโจทย์อยู่
คนเป็น สส. ยอมรับด้วยใช่หรือไม่ว่า งานศพ งานพิธี ต้องไป ? นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนตัวผม ตั้งแต่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2562 ผมยอมรับอยู่แล้ว ไม่เคยปฏิเสธการทำงานแบบนี้ อย่างน้อยได้รับฟังเสียงสะท้อนจากชาวบ้าน เพียงแต่วิธีการทำงาน เราอาจไม่จำเป็นใส่ซองเท่ากับคนอื่น ซึ่งเชื่อว่าประชาชนเข้าใจดี คนเห็นว่ามาจากพรรคส้ม ไม่ได้มีวิธีการทำงานแบบนั้น

ถึงวันนี้คุณสู้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่) และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล) ไม่ได้ใช่หรือไม่ ? นายณัฐพงษ์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ผมสู้ได้ในแบบของผม ต้องขอน้อมรับว่า หากใครจะคิดหรือรู้สึกแบบนั้น โดยเพื่อนร่วมพรรคบอกเหมือนกันว่า เราทำงานกันเป็นทีม ผลที่ออกมาไม่ได้เกิดจากตัวผมคนเดียว แต่ในตัวผม มีการพิมพ์ไปหาเพื่อน สส.เขตเดิม ที่ผลการเลือกตั้งออกมาอาจไม่ผ่าน พิมพ์ไปว่า ผมรู้สึกเสียใจแบบนึกถึงหน้าเขา และจะไม่ได้เจอหน้าเขาในสภาอีกรอบ ผมรู้สึกแบกรับว่าผมมีส่วนหรือเปล่า แต่ทุกคนบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกัน พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่คนเป็นหัวหน้าพรรคจะประกาศลาออก หรือทำให้เกิดความรู้สึกสั่นคลอน หน้าที่ตอนนี้คือทำให้พรรคเดินหน้าต่อ และหากในอนาคตถ้าจะมีใครที่พร้อมกว่า ดีกว่าผม ผมไม่ติดเลย ผมยอมรับว่ารู้สึกเสียใจที่ผลออกมาเป็นแบบนี้

ขอบคุณข้อมูล : รายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ