“ชูวิทย์” เหน็บแรง พรรค ปชน. เสียรู้ทางการเมือง  

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

12 กันยายน 2568

“ชูวิทย์” เหน็บแรง พรรค ปชน. เสียรู้ทางการเมือง  

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรง ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนัก 

วานนี้ (11 ก.ย.68) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักการเมืองชาวไทย อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า หลังการจากประชุมผ่านไปไม่กี่วัน คุณเท้ง จากพรรคประชาชนก็ต้องสาละวนรีบแถลงข่าวเสียงหลง เพราะ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ “ไม่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรง” แต่ให้อำนาจรัฐสภาเป็นผู้แก้ไขเพิ่มเติมได้ หรือพูดง่ายๆว่า  ประชาชนไม่มีสิทธิโดยตรงแต่ให้ ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้เลือก สสร. ชาวบ้านเขารู้กันทั้งบางว่า “ใครเป็นไอ้โม่งคุมคะแนนเสียง ส.ว. อยู่” คงมีแต่ พรรคประชาชนไม่รู้อยู่พรรคเดียวมั้ง ไหนจะต้องทำประชามติอีก 3 ครั้ง แม้ครั้งที่ 1 กับ 2 จะทำพร้อมกัน แต่เป็นช่องทางให้เห็นว่า “ไม่สามารถทำตามเงื่อนไข 4 เดือน ที่กำหนดไว้ใน MOA ได้” 

ซึ่ง อนุทินพูดได้เต็มปากเต็ม คำว่า ไม่ได้เป็นผู้ทำผิดเงื่อนไขแต่เป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมา แม้คุณเท้งรีบออกตัวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ปิดช่องให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วเดินวนเวียนขึ้นลงโพเดียมพร้อมพลพรรควอลเปเปอร์แก้ตัวเป็นพัลวัน ไม่เป็นอันทำมาหากินเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่คนฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เข้าใจชัดเจนว่า “ประชาชนเลือก สสร. เองไม่ได้” แท้จริงแล้วมันก็เหมือนเป็น “เกมของผู้ใหญ่” ที่รับเงื่อนไขของเด็กไว้ก่อน แล้วไล่เด็กที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวให้ไปเล่นกันที่อื่น เริ่มต้นยังไม่ทันตั้งไข่ก็วุ่นวายขนาดนี้ นี่ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลบอกอีกว่า จะรีบทำไม่ได้ ต้องระมัดระวัง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล  พรรคประชาชนที่ออกตัวทำเงื่อนงำ MOA ให้ดูเหมือนขงเบ้งในเรื่อง “สามก๊ก”  แต่ภายหลังกลับต้องมาคร่ำครวญในใจว่า  “นี่คงเป็นชะตาคราวเคราะห์ของเราเสียแล้ว” ผมจึงเตือนว่า พรรคประชาชนพลาดกับเงื่อนไขที่เคยพูด “พรรคไหนรับได้ ก็ได้เสียงโหวตให้เป็นนายกฯ”  แต่ในทางปฏิบัติมีปัจจัยอื่นที่พรรคแกนนำเอามาเป็นข้ออ้างบังหน้าได้อีกมากมายหรือหากเล่นเกมล้ำลึกไปกว่านั้น ก็ทำทีตั้งโต๊ะกระตือรือร้นปรึกษาหารือกันทุกฝ่าย แต่ท้ายสุดลงเอยที่ว่า “มันไม่ทันเอาจริงๆ 4 เดือน ศาลรัฐธรรมนูญท่านว่ามาแบบนี้ ไม่ทำตามก็ไม่ได้เพราะมันผูกพันทุกองค์กร” พูดเป็นเน็ตค้างจอเหมือนกันหมด  ค่าโง่ของพรรคประชาชนจึงเริ่มโผล่มาให้เห็น สิ่งที่จะทำได้ ก็แค่รีบออกมาแก้ตัวจ้าละหวั่นรายวัน มีประโยชน์อันใดเล่ากับการตั้งเงื่อนไข และการตัดสินใจของพรรคประชาชน ที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ? 

นักการเมืองก็ให้รับๆไปก่อน แล้วตามน้ำไป พรรคประชาชนนั่นแหละที่ต้องมาวิ่งวุ่น เล่นเกม “มอญซ่อนผ้า” อยู่แบบนี้ ถามจริงๆ จะไปหาเรื่องเข้าตัวทำไม? ยุบสภาไปเลยง่ายกว่า แต่ก็ไม่ทันแล้วพอปล่อยเวลาให้ผ่านไปยาวๆ พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมจะสะสมกำลังพลเสบียงกรังได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อรอวันเลือกตั้งให้ ในขณะที่คะแนนของพรรคประชาชนลดลงทุกวี่ทุกวันไปกับ “เงื่อนไข MOA” ที่โชว์ค่าโง่ให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นต้องนั่งแก้เกมไปวันๆ เพื่อรับผิดชอบกับการกระทำที่ไปโหวตให้ “หนูขึ้นเป็นราชสีห์“ ผู้คนก็เดินหลงทาง ตอนโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ การเมืองของพรรคประชาชน จึงเป็นเกมที่คนแก่ในวงการเมืองเล่นมาตั้งแต่พวกเด็กอย่างพรรคประชาชนยังไม่เกิด ส่วนประชาชนคนทั่วไปได้แต่ร้องว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป ไหงกลายเป็นบ้องกัญชา”  

แล้วลูกเพจคิดว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าเกมส์นี้ต่ออย่างไรกับกรณีนี้คะ?