ชูวิทย์ ซัด ส้มแพ้ตัวเอง อีกไม่นานพรรคก็แตก เพราะ “อุดมการณ์ที่กินไม่ได้”
แพทตี้ อีจัน
16 กุมภาพันธ์ 2569

ท่างกลางกระแสการเมืองเดือด จับตาการจัดตั้งรัฐบาล หลังเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา
ล่าสุดวานนี้ (15 ก.พ.69) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…
“อุดมการณ์ที่กินไม่ได้ สองนครา ประชาธิปไตย
ครบสัปดาห์เลือกตั้ง เวลาเดินไป สถานการณ์บ้านเมืองไม่หยุดนิ่ง
กกต. ยังต้องออกมาแก้ตัวพัลวันกับการจัดการเลือกตั้งที่ถูกขุด “ความไม่ชอบมาพากล” จนกว่าผลคะแนนจะออกมาอย่างเป็นทางการ
ความพ่ายหมดรูปของพรรคส้มไม่มีอะไรที่เกินความคาดหมายของผมที่เคยออกโรงสั่งสอนมาตลอด
ในขณะที่โลกโซเชียล สื่อ อินฟลูฯ หลงระเริงไปกับคอมเมนต์
แต่สำหรับผมแน่วแน่ในสิ่งที่ผมทำ และเข้าใจความรู้สึกของพรรคส้มดีเสมือนหนึ่งนั่งอยู่ในใจ
หลังเลือกตั้งพบว่า “พรรคน้ำเงิน” ดับฝัน “พรรคส้ม” อย่างที่ผมว่าไว้
ผลตัวเลขที่ออกมาทำให้พรรคส้มตื่นตระหนก ผิดหวังอย่างรุนแรงจนยากที่จะยอมรับความจริง และมองหาว่าใครควรรับผิดชอบต่อการพ่ายแพ้อย่างสิ้นรูปในครั้งนี้
คำพิพากษาจากตัวเลขบนกระดานนั่นคือสิ่งที่ทำให้พรรคส้มงุนงงไม่เชื่อสายตา
หากฟังสิ่งที่ผมคอย “เตือนด้วยความหวังดี “ต่อพรรคส้มจนถึงวันสุดท้าย แม้จะมาในหลายรูปแบบ จะเข้าใจดีว่า “กระแส” ที่พรรคส้มพึ่งมาตลอดกระเพื่อมออกไปได้แค่กรอบของคนเมืองเท่านั้น
แต่ไปไม่ไกลถึงชนบท
เมื่อคะแนนออก พรรคส้มในโลกคนละใบกับพรรคน้ำเงินก็ต้องตกตะลึง
เกิดเป็นปรากฏการณ์หาเรื่องให้นับใหม่เฉพาะเขต จนลามไป “นับใหม่ทั่วประเทศ”
แท้จริงแล้วสังคมไทยยังติดหล่มกับความขัดแย้งไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิด
จาก เหลือง-แดง ในอดีต มาเป็น รุ่นเก่า-รุ่นใหม่ ในปัจจุบัน
ไทยกลายเป็น “คนป่วย” ของเอเชีย ที่เศรษฐกิจตกต่ำสุดติดต่อกันมาตลอด
จาก เสือ ในอดีต กลายเป็น แมวซึม ในวันนี้
พรรคน้ำเงินจัดรัฐบาลสูตรผสมพรรคแดงรวมพรรคเล็กเพื่อบีบพรรคเขียว
เข้าทำนอง “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล”
อนุทินได้พัฒนาบทบาทและชั้นเชิงด้วยความเชี่ยวชาญในระบบ จากระยะเวลาสั้นๆ ที่พรรคส้มเปิดโอกาส “เผากองทัพตัวเอง“ อย่างไร้ชั้นเชิงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กลยุทธ์ “ชนบทล้อมเมือง” เกิดขึ้นในช่วงหาเสียง ปล่อยให้พรรคส้มหลงระเริงกับเสียงในโซเชียล แต่โลกความจริงถูกสึนามิสีน้ำเงินกวาดเรียบ
ทำไมพรรคน้ำเงินถึงกวาดไปเกือบ 200 ที่นั่ง?

คำตอบง่ายๆ คือ ความเข้าใจชีวิตของคนไทยใน “โลกความจริง” มากกว่า “โลกเพ้อฝันของพรรคส้ม”
ด้วยระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่ พรรคน้ำเงินที่ “หยิบยื่น” แบบเข้าใจวิถีชีวิตคนชนบท ที่ต้องการกินโดยไม่ต้องรอ
กระสุนที่แม่นยำกว่าทำให้พรรคน้ำเงินยิงเข้าเป้าผ่านเครือข่าย อสม. และผู้นำชุมชน
นี่คือความเข้าใจโลกการเมืองไทยที่แม่นยำกว่าโลกโซเชียล
การเติบโตของพรรคน้ำเงินกลายเป็นตัวแทนของ “อนุรักษณ์นิยมใหม่” ที่ดัดแปลง มีฐานเสียงชนบทล้นหลามพร้อมกับการล่มสลายของยักษ์สีแดงเป็นครั้งแรก
ในขณะเดียวกันพรรคส้มที่ยังคงเดินหลงวนเวียนไม่พ้นกำแพงเมืองกับ ม.112
ติดหล่มกับอุดมการณ์ที่คิดจะเปลี่ยนโลกการเมืองไทยด้วยปากกาต้องกลับไปเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง
พร้อมกับเตรียมตัว “ถูกโละ” อีกรอบกับคดีที่ ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกาเรื่องเดิม “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” จากการเสนอร่างแก้ไข ม.112 ที่โอกาสรอดเป็นศูนย์
พรรคส้มจะเปลี่ยนระบบด้วยการสร้างความหวังให้คนเมือง
แต่กลับกลายเป็น “ความหวาดระแวง” ของคนชนบท
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ประชาธิปไตยต้องกินได้ทันที
พรรคส้มแพ้ตัวเอง หาใช่แพ้พรรคน้ำเงิน
ในเวลาไม่ช้าพรรคส้มจะแตก จากการเดินทางที่ต้องไปถึงจุดจบ
ไม่ใช่เพราะพรรคน้ำเงิน ไม่ใช่เพราะอนุรักษ์นิยม ไม่ใช่เพราะอำนาจเก่า ไม่ใช่เพราะใครทั้งสิ้น
แต่เป็นเพราะ “อุดมการณ์ที่กินไม่ได้” และการก้าวพลาดครั้งใหญ่ของพรรคส้มเอง”
แล้วลูกเพจล่ะคะ มีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้?