สว.สำรอง เรียกร้องให้การเลือกตั้ง69เป็นโมฆะ
พอลลี่ อีจัน
19 กุมภาพันธ์ 2569

ยอมเลือกตั้งใหม่ เสียเท่าไรก็ยังดีกว่าเลือกคนไม่ดีเข้าสภา!
วันนี้(18 ก.พ.69) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการจัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีการพิมพ์ QR Code และบาร์โค้ดลงบนบัตร โดยมองว่าอาจขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ โดย นายอัครวัฒน์ เผยว่า ในนาม ส.ว.สำรอง ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรม ความถูกต้อง และความสุจริต ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองแล้ว ตามคดีดำหมายเลข 306/2569 ซึ่งศาลได้รับคำร้องและอยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย


กกต.ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งควรตระหนักว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. ควรเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใส แต่กลับเกิดข้อกังขา เหมือนเราไปว่าจ้างให้คนมาจัดงานแต่งงานลูกสาวเรา แต่ออแกไนซ์กลับมาเทงาน พร้อมตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องดูแลผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 55 ล้านคน จากประชากรกว่า 60 ล้านคน ซึ่งประเด็นหลักที่ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน คือการใส่ QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ตรงนี้ทำให้เห็นว่าเป็นการกระทำตามอำเภอใจ และอาจละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดยระบุว่าเมื่อมีรหัสกำกับบนบัตร อาจกระทบต่อความลับของผู้ลงคะแนน และทำให้บัตรดังกล่าวเป็น “บัตรเสีย” ไม่สามารถนำไปนับคะแนนได้ พร้อมทั้งร้องในประเด็นละเมิดสิทธิพลเมือง โดยเห็นว่า กกต.ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด หากบัตรเลือกตั้งถือเป็นบัตรเสีย การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเข้าข่ายเป็นโมฆะ แต่การวินิจฉัยเป็นอำนาจขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยมีคำแนะนำว่ากระบวนการต้องร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินและส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท หากต้องจัดเลือกตั้งใหม่อาจใช้งบเพิ่มอีกจำนวนมาก แต่หากเปรียบเทียบความคุ้มค่าของงบประมาณกับการจัดกิจกรรมอื่นของรัฐ และตั้งคำถามถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทุจริต อย่างเช่น สแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือเจ้าของบ้านพนันออนไลน์ แล้วคุ้มค่ากว่า หากปล่อยให้กระบวนการที่ไม่โปร่งใสดำเนินต่อไป
ซึ่งปัญหาครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกับกระบวนการเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2567 และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยมองว่าหากการเลือกตั้งไม่โปร่งใส จะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในภูมิภาคอาเซีย สุดท้ายยัง ยืนยันว่าการยื่นร้องครั้งนี้ไม่ใช่การสกัดพรรคการเมืองใด โดยเฉพาะพรรคสีน้ำเงิน แต่มองว่าเป็นความผิดพลาดของ กกต.


ในส่วนความคืบหน้าเรื่องการเลือกตั้งส.ว. การพิจารณาของคณะอนุวินิจฉัยชุด 36 ได้มีการขยายเวลาพิจารณาครั้งที่สอง หลังครบกำหนดเมื่อวันเมื่อวันที่ 18 ก.พ.69 ที่ผ่านมา จึงตั้งคำถามถึงความล่าช้า และตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการสรรหา กกต.เพิ่มเติมอีก 2 คน ซึ่งนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ถือว่าเป็นสารตั้งต้นตัวปัญหา ที่ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลาง และตั้งคำถามถึงการวางตัวของ กกต.ในการใช้สิทธิเลือกตั้งของตนเอง
เดี๋ยวรอติดตามกันต่อค่ะ ตอนนี้ชาวเน็ตรวมถึงหน่วยงานก็เถียงกันเสียงเเตกว่า การเลือกตั้งไม่โปร่งใสเเบบนี้เเล้วจะต้องมีการเลือกใหม่หรือไม่?