สว. ฉะ รถไฟชนรถเมล์ ระบบพัง 60 ปี ไล่บี้เช็กบิล “ตัวใหญ่” ชงตรวจฉี่ สส.-สว. ใครม่วงปลดทันที

เงินซื้อชีวิตคืนไม่ได้! สว.ฉะยับ โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซัดระบบล้มเหลว 60 ปี จี้ล้อมคอก ปิดสนิทที่กั้น 2 ฝั่ง ไล่บี้เช็กบิล “ตัวใหญ่” ชงตรวจฉี่ สส.-สว. ทั้งสภา ใครม่วงปลดทันที

วันนี้ (19 พ.ค. 69) เวลา 10.30 น. การประชุมวุฒิสภา โดยมี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม

ต่อมา นายวุฒิชาติ กัลยานมิตร (สมาชิกวุฒิสภา) ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟ กับถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา และ นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ (สมาชิกวุฒิสภา) เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ในเรื่องเดียวกัน โดยถือเป็นวิกฤตความปลอดภัย และแนวทางเยียวยา เพื่อที่จะนำเสนอให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป

ภายหลังเสนอญัตติและได้รับการรับรอง นายวุฒิชาติ ได้เปิดคลิปวิดีโอเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ รวม 3 คลิป พร้อมกล่าวว่า การที่ใช้ความเร็วรถไฟพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในจะกำหนดการเดินรถ ไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่แปลกใจว่า พนักงานให้สัญญาณรถไฟหยุดรถแล้ว แต่รถไฟยังเดินต่อ ถือเป็นขาดการประสานงานที่ดี และหลังจากเกิดเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน ไม่ได้เร่งรีบเข้าไปในเหตุการณ์อย่างทันท่วงที

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความรู้สึกสลดใจให้ผู้พบเห็นอย่างมาก วันนี้ต้องบอกว่าระเบียบของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน พ.ร.บ.จราจร ที่ควบคุมการปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรื่องกฎระเบียบของการรถไฟ จริง ๆ แล้วมีระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งหมด แต่ถ้าทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามข้อบังคับ เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิด

จากวิดีโอดังกล่าว จะเห็นได้ว่ารถเมล์ไปจอดคร่อมรางรถไฟ ซึ่งพื้นถนนจะมีการตีเส้นสีเหลืองสี่เหลี่ยม (Block Zone) ตาม พ.ร.บ. รถไฟฯ ห้ามมียานพาหนะชนิดใดหรือบุคคลเดินเท้า เข้าไปอยู่บริเวณดังกล่าว รัศมีห่างจากราง 2 ฝั่ง 5 เมตร แต่ด้วยกายภาพด้านถนน ไม่สามารถช่วยจัดการจราจรได้มีประสิทธิภาพ แต่จริงแล้ว ถ้าเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีการเคลียร์รถ ที่ต้องผ่านทั้งหมด 3 แยกออกหมดก่อน

“ตอนสมัยผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าการถไฟแห่งประเทศไทย ผมเคยลงไปดูจุดนี้ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาว่า จะแก้ไขอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าในเรื่องการจราจร การใช้ถนนร่วมกัน การใช้ราง เวลารถไฟวิ่งผ่านกัน ถ้าเป็นขบวนที่วิ่งสวนกันใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งผมเข้าใจว่าคนที่มีภารกิจรีบร้อน และอยู่ในช่วงการจราจรติดขัด ก็ต้องรีบทุกอย่าง เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเร็วที่สุด แต่..” นายวุฒิชาติ กล่าว

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ในเรื่องของตัวกั้นรถไฟ ที่ไม่ให้ยานพาหนะผ่าน จะต้องมีปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่ถนนดังกล่าว ซึ่งผมได้ไปดูตัวอย่างจากต่างประเทศแล้ว ซึ่งเวลากั้น ต้องกั้นไม่ให้มีช่องว่างให้รถ หรือคนเดินผ่านได้เลย ปิดสนิททั้ง 2 ด้าน จึงจะต้องฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา นายวุฒิชาติ กล่าวว่า เรื่องพนักงานขับรถไฟไม่มีใบอนุญาต ซึ่ง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง เพิ่งผ่านการพิจารณาและประกาศในราชกิจจาฯ เมื่อ ธ.ค. 68 ซึ่งกำหนดว่า ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามใน 90 วัน เริ่มทั้งมาตรา 156 ให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ลักษณะเดียวกับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำ อาทิ คนขับรถไฟ คนขับรถไฟฟ้า จะต้องยื่นขอใบอนุญาตภายใน 120 วัน นับตั้งแจต่วันที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ (ซึ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ใน เดือนมีนาคม 2569) ซึ่งกำหนดระเบียบไว้อยู่แล้ว แต่อยากถามไปยังรัฐบาลว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.จราจร รถยนต์ หรือรถไฟ มีการบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่

พร้อมย้ำว่า ยังเป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า แม้เหตุการณืจะเพิ่งเกิดขึ้น และทุกคนรับทราบแล้ว แต่ยังมียานพาหนะ จอดคร่อมรางรถไฟ เหมือนไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย และเจ้าหน้าที่ไม่ได้กำกับดูแล จึงขอให้สมาชิกวุฒิสภา ช่วยระดมความคิดเห็น และส่งไปยังรัฐบาล เพื่อให้เกิดการประสานงานบูรณาการเรื่องการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

น.ต.วุฒิพงศ์ เสนอญัตติว่า โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เป็นวิกฤตความปลอดภัยและแนวทางเยียวยา ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมน่าเศร้าสำหรับชาวไทย ที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ ที่เกิดจากความประมาทของคนบางคน หรือระบบที่ล้มเหลวมาตลอด และเห็นแบบนี้กว่า 60 ปีแล้ว ยังเกิดขึ้นมาโดยตลอด

ถามว่าเงินเยียวยารัฐบาลให้เต็มที่ แล้วซื้อชีวิตกลับมาได้หรือไม่ มันเกิดจากการประมาทเลินเล่อของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น คนขับรถไฟหรือรถเมล์ ซึ่งคนขับรถไฟ ตรวจปัสสาวะเจอสีม่วง หรือพนักงานโบกธง เขาทำงานยกธงแล้ว แต่รถไฟไม่หยุด แทนที่จะทำอะไรสักอย่างก็ไม่ ประเทศนี้ความปลอดภัยอยู่ไหน การเยียวยาผู้เสียชีวิต และผู้เสียหายเป็นเรื่องจำเป็น แต่ไม่ใช่แค่จ่ายค่าเสียหาย แต่จะต้องเยียวยาโดยการแก้ไข ไม่ใช่แก้ตัว อีกทั้งยังไม่เห็นว่า ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย จะออกมาขอโทษต่อประชาชนที่เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 32 คน และรถเสียหาย 10 คัน และขอให้วุฒิสภา ให้ความเห็นหาคนผิดมาลงโทษ ไม่ใช่แค่ตัวเล็กตัวน้อย ต้องเอาตัวใหญ่มารับด้วย ใครที่ละเลย ประมาท ละเว้น

นอกจากนี้ น.ต.วุฒิพงศ์ ได้มีข้อเสนอแนะ และมาตรการเร่งด่วน 4 ประการ เพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ

1. แก้ไขวินัยจราจรและขจัด “กับดัก” จุดตัด : กำหนดเขตห้ามหยุดรถอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์จอดแช่คร่อมรางรถไฟในช่วงเวลาวิกฤต

2. บูรณาการการทำงานช่วงเร่งด่วน : เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานเพื่อเคลียร์เส้นทางร่วมกันระหว่างตำรวจจราจร และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

3. พัฒนาระบบแจ้งเตือน : แก้ไขปัญหาการขาดระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ

4. ปฏิรูปมาตรการด้านบุคลากรอย่างเข้มงวด : จากกรณีสะเทือนใจที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของพนักงานขับรถไฟ ซึ่งส่งผลให้ไม่มีการตอบรับสัญญาณวิทยุสื่อสารล่วงหน้าถึง 2 ครั้ง จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทันเวลา

ทั้งนี้ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ก่อนปฏิบัติหน้าที่ นักบินหรือข้าราชการยังต้องผ่านการตรวจสารเสพติดอย่างเข้มงวด ผมจึงเห็นว่าในสภาฯ ทั้ง สส. และ สว. ก็ควรต้องรับการตรวจด้วยเช่นกัน หากพบใครมีปัสสาวะสีม่วงหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ควรต้องให้พ้นจากตำแหน่งทันที”