“เทพไท” มอง สูตรตั้งรัฐบาลไฟจราจร “แดง-ส้ม-เขียว” เป็นไปไม่ได้ ชี้ เป็นยุคการเมืองใหม่แล้ว
บวรวัฒน์ อีจัน
24 กุมภาพันธ์ 2569

ยังไม่คงไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล โดยแกนนำอย่าง พรรคภูมิใจไทย ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมที่นั่งจากพรรคการเมืองอื่น ๆ เบื้องต้นได้รับการสนับสนุนจาก พรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กต่าง ๆ โดยหลายฝ่ายจับตามองกระแสข่าวลือที่ว่ารัฐบาลไฟจราจร พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน-พรรคกล้าธรรม จะมีการจัดตั้งขึ้นมาแข่งหรือไม่ นั้น ล่าสุด อดีตนักการเมืองคนดัง ชี้ขาดว่าเป็นไปไม่ได้
วันนี้ (7 ม.ค. 69) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง มองถึงการจัดตั้งรัฐบาลสูตร แดง-ส้ม-เขียว เป็นไปไม่ได้ ชี้ ยุคนี้เป็นการเมืองใหม่ จุดยืนชัดเจน หากบิดเบี้ยวมีดิจิทัลฟุตพริ้นท์เป็นหลักฐาน มองหากมีการจัดตั้งสูตรนี้ เป็นปัญหาสำคัญ “พรรคประชาชน” มากที่สุด

โพสต์ระบุว่า
รัฐบาลสูตร แดง-ส้ม-เขียว เป็นไปไม่ได้
มีการเสนอสูตรจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแก้เผ็ดพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเล่นตัวในการจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้สิทธิ์พรรคอันดับหนึ่ง ที่มีคะแนนเสียง 193 เสียง สามารถจัดตั้งรัฐบาล และเลือกพรรคร่วมรัฐบาลได้ ประเภทหล่อเลือกได้ จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ และเสนอสูตรเพื่อชิ่งจัดตั้งรัฐบาลอีกขั้วหนึ่ง คือ สูตรแดง-ส้ม-เขียว เป็นการรวมตัวของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยตกไปเป็นฝ่ายค้าน
ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าหากว่าเป็นการเมืองยุคเก่าๆ ก็มีความเป็นไปได้ เช่นการเมืองในยุคปี 2518 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงมากที่สุด 114 ที่นั่ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีส.ส.อยู่ 18 เสียง สามารถรวบรวมส.ส.ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่การเมืองยุคนี้ เป็นการเมืองยุคใหม่ และมีการประกาศจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ถ้าบิดเบี้ยวหรือเปลี่ยนจุดยืน ก็จะมีดิจิทัลฟุตพริ้นท์เป็นหลักฐาน และยืนยันว่า สิ่งที่พรรคการเมืองต่างๆพูดไว้เป็นอย่างไรบ้าง
การเสนอสูตรตั้งรัฐบาลแดง-ส้ม-เขียว ซึ่งจะเป็นปัญหาสำคัญของพรรคประชาชนซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะพรรคประชาชนได้ประกาศจุดยืนในแต่ละครั้ง ก็ไม่เคยบิดพลิ้ว เช่นในสมัยรัฐบาลที่แล้ว หรือสภาชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้ประกาศต่อสาธารณะชนว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลในสมัยสภาชุดนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี จากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคประชาชนก็ยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลตามคำที่ประกาศไว้ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ระหว่างที่มีการหาเสียง มีการดีเบตกันบนเวที นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ประกาศว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม
ดังนั้นหลังจากการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ถ้าหากจะมีการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จะเป็นการผิดคำพูด หรือคำที่ประกาศไว้ต่อสาธารณะชน และอีกประการหนึ่งคือ พรรคประชาชนได้ประกาศเรื่องมารยาททางการเมือง และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลว่า ต้องให้เกียรติพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากที่สุด ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้าหากว่าพรรคการเมืองได้คะแนนอันดับหนึ่ง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองถัดไป
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองที่ได้ส.ส.มากที่สุด คือพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทยกำลังดำเนินการรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่ถึงทางตัน ยังไม่หมดโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาล การที่จะเอาสาเหตุความหมั่นไส้ ความโกรธแค้น หรือการไม่ชอบใจกันมาชิงจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะชนได้
จึงเชื่อว่าถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาล 3 พรรค และจะไปรวบรวมหรือนำเอาพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่ง ยิ่งเป็นไปไม่ได้มากกว่าเดิมอีก เพราะทางพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็ประกาศจุดยืนบนเวทีดีเบตมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย ถ้าจะมาจับมือร่วมรัฐบาลกันเองที่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย ก็ถือว่าเป็นการเสียสัจจะ ซึ่งทางพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็รักษาสัจจะเป็นสำคัญ
จึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่มีการวิจารณ์วิเคราะห์กัน หรือมีการโยนหินถามทางว่า จะจัดตั้งรัฐบาล3พรรค เพื่อแก้เผ็ดหรือเอาคืนพรรคภูมิใจไทยนั้น เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลสูตรนี้เป็นไปไม่ได้เลย



ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง