อนุทิน โต้ จิราพร ไม่เคยรู้จัก “ฮุน เซน” ลั่น ไม่มีลุง มีแต่เพื่อน
บวรวัฒน์ อีจัน
30 กันยายน 2568

เนื่องด้วยวันนี้ (30 ก.ย. 68) การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นั้น

วันนี้ (30 ก.ย. 68) เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว โพสต์ข้อความถึงถ้อยชี้แจงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้ตอบโต้ น.ส. จิราพร สินธุไพร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยสัญญา MOA และประเด็นที่ไทยมีผู้นำภายใน 3 เดือน ตามคำกล่าวของผู้นำกัมพูชา เป๊ะราวจัดวาง โดยนายอนุทิน โต้ พยายามจะทำให้ผมกับผู้นำกัมพูชา รู้อะไรกัน ยัน ไม่เคยรู้จักแม้แต่น้อย ลั่น ไม่มีอังเคิล มีแต่เฟรนด์

โพสต์ระบุว่า
นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า ขอขอบคุณ นางสาว จิราพร สินธุไพร สส. พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เราเคยอยู่รัฐบาลเดียวกันมาก่อน ตนขอชี้แจง เพราะคิดว่าท่านกำลังใช้วาทกรรมอีกแล้ว แม้จริง ๆ แล้ว ตนก็เคยชื่นชมท่านมาก่อน เวลาที่ท่านชี้แจง หรืออภิปราย เวลาท่านพูดความจริง ท่านดูน่าเชื่อถือมาก แต่เวลาพูดความเท็จ มันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านขาดความมั่นใจ
“ท่านพยายามจะทำให้ตัวผม กับผู้นำกัมพูชา รู้อะไรกัน เพราะผู้นำกัมพูชาเคยกล่าวไว้ว่า จะเปลี่ยนรัฐบาลในสามเดือน ยืนยันว่า จริง ๆ ตนไม่รู้จัก แม้แต่หน่อยเดียว และเพิ่งจะรู้จักกับสมเด็จเดโชฮุนเซน ครั้งแรก ก็ เพราะติดตามนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปเยือนกัมพูชา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรที่เป็นส่วนตัว” นายอนุทิน กล่าว
ที่ท่านบอกว่าคงจะมีอะไรตกลงมามาก่อนหรือไม่ ก็ขอยืนยันได้ว่าไม่มี เต็มที่ก็มีเพื่อนที่รู้จักกันที่นั่น แต่ไม่ได้มีอำนาจอะไร ในรัฐบาลแห่งนั้น ไม่มีลุง ไม่มีอังเคิล มีแต่เฟรนด์ มีแต่เพื่อน และไม่เคยพูดถึงเงื่อนไขการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการเสนอแนะอะไร ที่ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนยังรู้สึกตกใจด้วยซ้ำ ภายหลังกลับจากเดินทางติดตาม น.ส. แพทองธาร เยือนกัมพูชา มีเพื่อนโทรมาบอกว่า รู้ไหม ทำไมเขาไม่ให้คุณเข้าประชุมในหลายที่ เพราะเขาไปแจ้งผู้นำว่า ไม่ต้องคุยอะไรกันมากหรอก เพราะเดี๋ยวเค้าจะปลดจาก มท.1 อยู่แล้ว นี่คือข้อมูลที่ตนได้รับทราบมา แต่ตนไม่ได้ว่าอะไร เพราะข้อมูลเดียวที่จะเชื่อถือคือจากนายกรัฐมนตรีของตน (ในเวลานั้น) แต่ในที่สุด ตนก็ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ว่า พรรคเพื่อไทย ต้องการกระทรวงมหาดไทยคืน และขอให้ตนไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตนจึงกราบเรียนไปว่า ถ้าแบบนี้มันก็เหมือน ป็นข้อเสนอที่ต้องการให้ตนปฏิเสธ พูดตรง ๆ มาเลย ว่าจะให้ตนออกจากรัฐบาลดีกว่า แต่ก็ดี เพราะท่านรักษามารยาทมาก บอกว่าไม่ใช่ อยากให้อยู่ แต่ไม่ให้อยู่มหาดไทย ตนก็ถามว่า ตนทำอะไรผิดหรือ ตนว่าตนเป็นรัฐมนตรีคนเดียวในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ยืนอยู่เคียงข้างนายกรัฐมนตรี ในทุกขณะไม่ว่าจะเป็นวันดีหรือวันร้ายของท่าน ปกป้อง และให้ข้อเท็จจริงเมื่อถูกกล่าวหา ท่านนายกฯ ก็ทราบดี แต่ท่านบอกใกล้เลือกตั้งแล้ว เพื่อไทยต้องได้มหาดไทย ตนก็บอกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านเชื่อว่า การได้กระทรวงมหาดไทยไป แล้วท่านจะชนะการเลือกตั้ง คุณพ่อตนก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใน 10 ปีที่แล้ว เป็นตั้งสองปีกว่า แต่พอเลือกตั้งก็แพ้พรรคเพื่อไทย ในปี 2554 แต่ไม่มีคำตอบ คำตอบก็คือ ก็จะเอากระทรวงมหาดไทยคืน แต่ตนเชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ท่านพูดไม่ได้มาจากความในใจของท่านเอง ต้องมีคนบอกให้ท่านพูด เพราะในที่สุด เลขาธิการนายกรัฐมนตรีของท่าน ก็มายืนยันกับตนว่า ไพ่ใบสุดท้าย คุณไปอยู่กระทรวงสาธารณสุข
นายอนุทิน ระบุว่า สุดท้ายตนก็ได้รับการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง โดยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มาหาตนถึงกระทรวงมหาดไทย และบอกว่าต้องเป็นเช่นนี้ ไพ่สุดท้าย ท่าน และตนก็ฝากให้ท่านไปกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่า พรรคภูมิใจไทย ขอถอนตัว บังเอิญมีเรื่องคลิปเสียงโผล่มาพอดี คลิปอังเคิลนั่นแหละ ยิ่งทำให้การตัดสินใจถอนตัวของพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดความมั่นใจว่าถึงเวลาต้องถอนตัวแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาเชิญออกจากรัฐบาล เพราะว่าต้องการกระทรวงมหาดไทย แต่เพราะมีเรื่องคลิปเสียง มันเป็นเรื่องของบ้านเมือง และเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเป็นความเสียหาย รัฐบาลขาดความชอบธรรมบริหารประเทศ และเป็นเรื่องที่ไม่ควรบังเกิดขึ้น นั่นคือเหตุผลที่เราถอนตัว เมื่อถอนตัวออกมาแล้ว ซึ่งท่านถามว่า มีเหตุการณ์อะไรพิสดารหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่มี ในสัปดาห์ถัดไปตนก็มารายงานตัวกับผู้นำฝ่ายค้าน ในฐานะที่จะมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน ขอมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน ไม่มีอย่างอื่นเลย เมื่อถึงจุดหนึ่งเราเห็นว่ารัฐบาล ชุดนั้น น่าจะบริหารราชการแผ่นดินไม่ไหวแล้ว ประชาชนขาดความเชื่อมั่น เกียรติภูมิอธิปไตยของประเทศ ได้รับความเสียหาย ก็พยายามให้ท่านยุบสภาดีกว่า
และปรากฏว่าหลังจากนั้นก็มีการร้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ และนายกรัฐมนตรีก็ถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้หยุดการปฎิบัติหน้าที่ เราก็เชื่อว่ามันก็ไม่มีคนที่จะยุบสภา เราก็ได้คุยกับทางพรรคประชาชนว่าถ้าแบบนี้จะทำอย่างไรให้เกิดการยุบสภาขึ้น พรรคประชาชนก็ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราก็หาวิธีที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน โดยเร็วที่สุด จึงเป็นที่มาของ MOA และ ไม่ได้พิสดารอะไรเลย ผู้นำฝ่ายค้าน บอกว่าจะทำ MOA ในชั้นล่าง ของรัฐสภา และไม่ได้มาลงนามด้วยกัน ท่านนำมาวาง และบอกว่า หากเป็นไปตามนี้ถ้าพรรคภูมิใจไทยรับได้ ก็ให้เซ็น ก่อนจะลงนามทิ้งไว้ก่อนแล้วท่านก็ไป พรรคภูมิใจไทยเห็นแล้วว่าเงื่อนไขทั้งหมด เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มีทางออก และประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ เงื่อนไขก็คือต้องยอมรับการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย มายุบสภาภายใน 4 เดือน และทำการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงคือสิ่งที่ระบุใน MOA พรรคประชาชนก็กลับไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว