ดร.มุนินทร์ ชี้ “ทักษิณ” เข้าคุกคดีชั้น 14 เป็น “ประวัติศาสตร์ใหม่” แห่งนิติศาสตร์
บวรวัฒน์ อีจัน
9 กันยายน 2568

ภายหลัง (9 ก.ย. 68) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีเข้ารักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยชี้ชัดว่า อาการป่วยของนายทักษิณ ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 สามารถรักษาได้ที่ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่จําเป็นต้องไปรักษานอกเรือนจํา และมีส่วนเกี่ยวข้องจในกระบวนการรักษาของแพทย์ นั้น

วันนี้ (9 ก.ย. 68) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อกรณีศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี ทักษิณ ชินวัตร กรณีพักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ชี้ชัดว่าคำสั่งดังกล่าวสร้าง “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่” แห่งนิติศาสตร์ไทย เหตุเพราะเป็นครั้งแรก ที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ย้ำ คำสั่งครั้งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในอนาคต

โพสต์ระบุว่า
ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำสั่งศาลฎีกากรณีการบังคับโทษจำคุกทักษิณ
1. คำสั่งที่วินิจฉัยว่าการบังคับโทษจำคุกคุณทักษิณไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องกลับไปรับโทษจำคุกอีก เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในทางนิติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเป็นการส่งอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าคุกจริงๆ เป็นครั้งแรกของไทย แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร (โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์) ทั้งๆ ที่มีผู้คัดค้านว่าศาลไม่ควรมีอำนาจไต่สวนโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง การที่ศาลฎีกาตีความกฎหมายว่าตนมีอำนาจสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารในการบังคับตามคำพิพากษาและศาลคงมองไม่มีหนทางอื่นที่แก้ปัญหาร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ได้อย่างทันท่วงที คำสั่งของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นทั้งพยานหลักฐานของความล้มเหลวในกระบวนการบังคับโทษและยังเป็นสัญญาณที่ส่งถึงฝ่ายบริหารให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและต้องคิดหาวิธีการปฏิรูปหรืออุดช่องโหว่ของกระบวนการบังคับโทษโดยเร็ว โดยไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของศาลยุติธรรมในการตีความกฎหมายเพื่อเข้ามามีอำนาจตรวจสอบ
2. คำสั่งครั้งประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีผลเฉพาะคดีคุณทักษิณ แต่ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้เกิดการร้องขอตรวจสอบการบังคับโทษในคดีอื่นๆ ด้วย หากศาลยุติธรรมปฏิเสธไม่รับไต่สวนให้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมเสียเอง อย่างไรก็ตามศาลคงไม่มีเวลาและบุคลากรมากพอที่จะเข้าไปตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษาในทุกคดี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ศาลยุติธรรมต้องปรึกษาหารือกันภายในเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่ามีกรณีแบบใดบ้างที่ศาลควรเข้าไปตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก Munin Pongsapan