“เท้ง ณัฐพงษ์’ ซัด รัฐบาลสีน้ำเงิน แข็งนอกเปราะใน ชี้ สุดท้ายจะอยู่ไม้ได้

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

27 เมษายน 2569

“เท้ง ณัฐพงษ์’ ซัด รัฐบาลสีน้ำเงิน แข็งนอกเปราะใน ชี้ สุดท้ายจะอยู่ไม้ได้

(26 เม.ย. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวแถลงประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาชน ครั้งที่ 1/2569 พร้อมแกนนำพรรค อาทิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค นายวีระยุทธ์ กาญจนชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนพรรค และสมาชิกพรรคฯ  

นายณัฐพงษ์ กล่าวชี้แจงการปรับโครงสร้างใหม่ ว่า วันนี้เป็นวาระการประชุมใหญ่สามัญของพรรคอย่างเป็นทางการ แต่จริง ๆ แล้วเรามีการสัมมนาร่วมกันตลอด 2 วันที่ผ่านมา ซึ่งตนเชื่อว่าที่ผ่านมา เราไม่ได้พูดคุยกันแค่เรื่องปัญหาภายในพรรค แต่พูดถึงปัญหาและอนาคตของประเทศ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการที่พวกเราจะทำอย่างไรให้พรรคประชาชนเป็นยานพาหนะที่จะนำมาซึ่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สังคมที่ดีกว่าอย่างแท้จริง  

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า หัวข้อที่เราพูดคุยกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายประเด็นที่เราได้รับเสียงสะท้อนมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง และต้องยอมรับกันว่าหลังการเลือกตั้งหลายอย่างเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นในสังคม จากที่ได้พูดคุยและตกผลึก สร้างความคิดร่วมกัน และสามารถสร้างความชัดเจนขึ้นได้ ทั้งในองคาพยพของพรรค และความชัดเจนที่จะนำเสนอต่อสังคม 3 ความชัดเจน คือบุคลากร การทำงานของพรรคและอุปสรรคที่สำคัญของประเทศ รวมถึง 4 หมุดหมายที่สำคัญที่เราจะนำเสนอต่อประชาชนคนไทยว่า เมื่อเรามีความชัดเจนในข้อนี้แล้วอะไรเป็นหมุดที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569  

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การทำงานทางความคิดเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งต้องทำงานในพื้นที่ด้วยอย่างเข้มข้นด้วย และจะมีการจัดตั้งแกนนำในชุมชนต่างๆ เพื่อปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิดให้กับประชาชนและคนรุ่นหลัง การทำงานพื้นที่ของเรา จะไม่มีวันไปทำงานประเภทแจกของหรือสร้างบุญคุณตามตอบแทนกับประชาชน ประชาชนไม่จำเป็นต้องมาติดหนี้พวกเราในฐานะนักการเมือง เราต้องรับใช้พวกเขา มีข้อเสนอจากเพื่อน สส. ว่าการทำงานจัดตั้งมวลชนของพวกเรา คือการชวนให้เขามาเป็นเจ้าของประเด็น ร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไปพร้อมกับเรา  

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยในวันนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่อุปสรรคภายนอก หากเรามีระบบรัฐบาลและการเมืองในประเทศที่เข้มแข็ง มีรัฐบาลที่ไม่มีสีเทา สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ถูกครอบงำ โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่ไม่ควรจะเป็น หากทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าอุปสรรคภายนอกจะร้ายแรงแค่ไหน ประชาชนก็ยังคาดหวังสิ่งที่ดีกว่าได้เสมอ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เห็นได้จากวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา ใครที่มีเส้นสายกับบ้านใหญ่หรือกลุ่มทุนพลังงานก็อาจเข้าสู่ทรัพยากรได้เร็วกว่าคนตัวเล็กตัวน้อย สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการล็อคเป้า และชี้เป้าให้คนไทยทั้งประเทศเห็นภาพร่วมกับเราชัด ๆ ไม่ว่าเขาจะเคยเลือกพรรคการเมืองใดในอดีตก็ตาม แต่อุปสรรคและศัตรูของประชาชนที่สำคัญในประเทศนี้ ไม่ใช่วิกฤติพลังงานเฉพาะหน้า หรือวิกฤตต่อ ๆ  ไป ที่ถาโถมในอนาคต แต่คือวิกฤตภายในของพวกเราเอง  

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า เราจะต่อสู้กับระบอบการเมืองอุปถัมภ์ การเมืองมุ้งใหญ่อย่างไร องค์กรอิสระ หรือสมาชิกวุฒิสภา ระบบราชการที่ไม่มีความโปร่งใส และไม่ยึดโยงกับประชาชน เป็นภารกิจหน้าที่ของเราทุกคน การสื่อสารของพวกเราต่อจากนี้ ต้องชี้เป้าให้ชัดเจนว่าอุปสรรคที่สำคัญของประเทศคือระบอบกินรวบที่กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่  

ทั้งนี้ สำหรับ 4 หมุดหมาย คือ  

  1. เตรียมเปิดตัวคณะรัฐมนตรีเงา ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล 

2. ขับเคลื่อนกรรมาธิการทั้ง 9 คณะ  

3. การทำงานยุทธศาสตร์พื้นที่  

4. การเลือกตั้งท้องถิ่น  

ต่อมา นายณัฐพงษ์ ได้แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมใหญ่ พร้อมกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลสีน้ำเงินว่า ถ้ามองจากภายนอก เหมือนรัฐบาลเข้มแข็ง มีเสถียรภาพหลายด้าน แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ภายใต้ความแข็งตรงนั้น ภายในก็เปราะบาง 

สิ่งที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้มีความเปราะบาง คือทุก ๆ กลุ่มก้อนอำนาจที่ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมุ้งใหญ่จากพรรคอื่น ที่ดูดเข้ามาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรอิสระ รวมถึงกลุ่มทุนนายทุนที่สนับสนุนอยู่ รวมถึงข้าราชการที่ได้รับประโยชน์อิงแอบ จากรัฐบาลสีน้ำเงินเนี่ย ทุกคนล้วนโยงใยกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ครับ

“เราจะเห็นได้ชัดว่าจากวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น จะเป็นหนึ่งวิกฤตที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความเปราะบางออกมา” 

“ผมเชื่อว่าความเปราะบางภายในของรัฐบาลที่ยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์เนี่ยฮะนะครับ วิกฤตต่อไปในอนาคตในทุกๆ วิกฤตเนี่ยจะทำให้รัฐบาลที่ดูเหมือนจะเข้มแข็งแต่สุดท้ายเนี่ยมันจะมีความเปราะบางในตัวเอง แล้วก็เป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะทำให้ประชาชนเห็นนะว่าภายใต้รัฐบาลแบบนี้มันจะยิ่งทำให้สังคมไทยเปราะบางและรัฐบาลเองก็จะอยู่ไม่ได้ครับ”