ช่อ พรรณิการ์ ลั่น “พรรคประชาชน” เลือกอนุทิน เพราะมีแค่ตัวเลือกเดียว
บวรวัฒน์ อีจัน
6 กันยายน 2568

นับตั้งแต่สิ้นสุดการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ซึ่งผู้ได้รับความเห็นชอบคือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจ ที่ได้รับมติเสียงในสภาฯ 311 เสียง โดยมติครั้งนี้มีฐานเสียงคนสำคัญอย่างพรรคผู้นำฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ที่ 143 เสียงในมือ ไม่แตกแถวแม้แต่คนเดียว จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อพรรคสีส้มอย่างมาก

ล่าสุดวันนี้ (6 ก.ย. 68) น.ส. พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงเหตุผลสำคัญที่ พรรคประชาชน ตัดสินใจลงมติเห็นชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญ ยืนยันว่าการเลือกครั้งนี้ ไม่มีดีลลับอยู่เบื้องหลัง และไม่ได้ฝังใจเรื่องในอดีต ย้ำ พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่เป็นเพียงตัวเลือกเดียวที่มีอยู่ ลั่น “4 เดือนข้างหน้า เป็นนาทีวัดใจ”

ระบุว่า
เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง ต่อจากนี้คือนาทีวัดใจ
การเลือกของพรรคประชาชนไม่ได้มีเหตุดีลลึกลับซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เป็นเพราะไร้เดียงสาทางการเมือง และแน่นอนว่าไม่ได้เกิดจากความโกรธเกลียดพรรคใดจากเรื่องฝังใจในอดีต
1. เราเรียกร้องรัฐบาลเพื่อไทยให้ยุบสภา ตลอด 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าหนทางที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจกลับสู่ประชาชน ให้ได้เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่พรรคเพื่อไทยได้พิสูจน์ให้เห็นจนถึงวาระสุดท้ายว่าไม่ยุบสภาเด็ดขาด จนกว่าอำนาจจะหลุดลอยจากตัวเอง 100% แม้เมื่อสุดท้ายคุณภูมิธรรมตัดสินใจยุบสภาแล้วไม่สำเร็จ พรรคประชาชนก็ยังยืนยันว่าฝ่ายบริหารมีอำนาจยุบสภา ต้องเดินหน้าต่อให้จงได้ แต่คุณภูมิธรรมและพรรคเพื่อไทยยินยอมละทิ้งการต่อสู้เรื่องนี้ เดินหน้าสู่การเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนก็ต้องเดินไปตาม MOA ที่ได้ลงนามแล้ว
2. พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่คือตัวเลือกเดียวที่มีอยู่ การไม่ออกเสียงคือการก่อเดดล็อก ปล่อยให้คุณภูมิธรรมรักษาการไปเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับการต่อเวลาให้คุณทักษิณได้เจรจาทำดีลใหม่ ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันจะไปจบลงที่ตรงไหน เมื่อไหร่ ปลายทางคืออัศวินขี่ม้าขาวใช่หรือไม่ ที่แน่ๆ คือเราได้แต่เฝ้ารอ ไม่มีอำนาจควบคุมทิศทาง ทั้งที่มี 143 เสียงในมือ
3. เงื่อนไขที่พรรคประชาชนตกลงกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่การยุบสภา แต่คือยุบสภาใน 4 เดือนพร้อมประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เราไม่มีทางมั่นใจได้ว่าคุณอนุทินจะทำตามสัญญาหรือไม่ แต่หากไม่มาทางนี้ ก็แน่ใจได้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีวันสำเร็จในอนาคตอันใกล้
4. หากไม่สามารถร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ การชนะเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำให้พรรคประชาชนบริหารประเทศได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะต่อให้ได้เป็นรัฐบาลก็อาจถูกนิติสงคราม ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ เหมือนสองครั้งที่ผ่านมา
5. มีแต่การเดินทางนี้เท่านั้น จึงนำเราไปสู่อนาคตที่คำว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” จะไม่ใช่แค่สโลแกนปลุกขวัญ แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
6. การเลือกทางนี้ ทำให้ภูมิใจไทยและอนุรักษ์นิยมเข้มแข็งขึ้น? ใช่
7. การเลือกทางนี้ ทำให้พรรคประชาชนและฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าอ่อนแอลงหรือ? ไม่!
พรรคประชาชนไม่ได้ผูกความเข้มแข็งของพรรคไว้กับคะแนนนิยมเพียงอย่างเดียว การที่สมาชิก ทีมจังหวัด พนักงานพรรค สส. ได้พูดคุยทำความเข้าใจ ประเมินสถานการณ์ และตัดสินใจร่วมกัน รับผลของการตัดสินใจร่วมกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และผู้แทนราษฎรของพรรคทุกคนโหวตโดยเคารพมติพรรค ทำให้เราเดินต่อไปได้อย่างเข็มแข็ง นี่คือผู้คนที่พร้อมเดินไปบนเส้นทางที่เราเลือกด้วยกัน ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เราก็พร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และต่อสู้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายให้จงได้
ฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่ได้อ่อนแอลงเลย การที่พรรคถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือพลวัตรที่ดีของประชาธิปไตย ทุกพรรคถูกวิจารณ์ได้ หากมีตัวเลือกที่ดีกว่า ประชาชนย่อมเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคใหม่ได้ นี่คือความเข้มแข็งของฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ให้มั่น
ขอแค่อย่าหมดหวัง อย่าเหนื่อยหน่ายในการเมือง
4 เดือนนับจากนี้ เรามาเตรียมตัวรณรงค์ให้ประชาชนเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่กันเถอะ
เราคือผู้คนและการเดินทาง ประชาชนยังคงเดินหน้า เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง เส้นทางของการเปลี่ยนแปลง
ต่อจากนี้คือนาทีวัดใจ เชิญทุกคนออกมา!

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก Pannika Chor Wanich