โสภณ ฟาด ปกรณ์วุฒิ “พูดเอาแต่ได้” ปมห้ามหารือนอกวาระ

วิวาทะสภาเดือด! โสภณ ฟาด ปกรณ์วุฒิ ปมถกนอกวาระ สส.ส้ม ลั่น “ผมบอกให้รอก่อน แต่ดันพูดคั่นกลางเลย ทำถูกเหรอ” ย้ำปมผู้นำฝ่ายค้าน ส่งหนังสือแล้ว ทำตามขั้นตอน ไม่ได้ช้า

วันนี้ (6 พ.ค. 69) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ซึ่งมี นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภา

ซึ่งช่วงเวลาประมาณ 10.27 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือด้วยวาจา นายพงษ์สรณัฐ ทองดี สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นขอปรึกษาหารือเรื่องการดำเนินการในสภาฯ 2-3 นาที แต่นายโสภณไม่อนุญาต เนื่องด้วยยังมีวาระเรื่องการหารือเป็นลายลักษณ์อักษรค้างอยู่ ยังไม่จบวาระ พร้อมแจ้งให้ สส. ในที่ประชุมทราบว่า ในกรณีที่มีการปรึกษาหารือโดยไม่ได้อยู่ในวาระ ในที่ประชุมวิป ขอให้ส่งโน๊ตและเรื่องเข้ามา ถือเป็นการตกลงร่วมกัน พร้อมตอบกลับนายพงษ์สรณัฐ ยังไม่จบวาระ ท่านจะมาแทรกขึ้น ทั้งที่รอได้ ซึ่งนายพงษ์สรณัฐ ได้ย้ำว่า เป็นเรื่องความเสียหายของประเทศ

ในระหว่างนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อ ลุกขึ้นเสนอให้ นายโสภณ เปิดประชุมสภาอย่างเป็นทางการเสียก่อน พร้อมกล่าวว่า ก่อนเปิดประชุมที่ท่านได้แจ้งต่อเพื่อนสมาชิกว่า ประธานฯ จะไม่ให้หารือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับระเบียบวาระ ผมเป็น สส. มา 2 สมัย การหารือก่อนการเปิดประชุมก็เรื่องหนึ่ง เป็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ฝากให้หน่วยงานไปแก้ไข แต่ในส่วนของสภาก็มีเรื่องที่จะหารือ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของสภาฯ และประธานสภาเอง ที่สมาชิกควรมีสิทธิหารือเพื่อให้ประธานแก้ไขปัญหา เช่น เมื่อวิป 2 ฝ่ายตกลงกันได้แล้ว แต่ท่านประธานไม่ได้ปฏิบัติตามที่ 2 ฝ่ายตกลงกัน ฉะนั้นผมต้องลุกทักท้วง แต่ถ้าประธานจะใช้มาตรฐานไม่อนุญาตให้หารือเรื่องใด ๆ นอกระเบียบวาระเลย ผมคิดว่าเราทำงานกันลำบาก และถ้าเป็นแบบนั้น ไม่ว่าใครก็ได้ พรรคใดก็ตามลุกขึ้นหารือเรื่องอื่น ผมประท้วงตลอดนะ ผมไม่มีปัญหา แต่ผมคิดว่าประธานควรรับฟังเพื่อสมาชิกมากกว่านี้ อย่างที่เคยบอกว่า ถ้เป็นเรื่องสำคัญจะอนุญาต

นายโสภณ พูดตอบกลับทันทีว่า “ท่านพูดเอาแต่ได้ นั่งลง” ด้วยคำพูดนี้เองทำให้นายปกรณ์วุฒิ ลุกขึ้นประท้วงทันทีว่า “ท่านประธานเสียดสีผม” ก่อนที่นายโสภณ จะกล่าวว่า ท่านกล่าวหาผมว่า ผมมีความประสงค์จะไม่ให้ท่านสมาชิกหารือ ฉะนั้นท่านต้องให้ผมชี้แจง

“เมื่อกี้ผมอยู่ในวาระการปรึกษาหารือด้วยวาจา เสร็จแล้วยังไม่จบการปรึกษาฯ ท่านสมาชิกยกมือขึ้นหารือ ผมก็บอกว่าขอบให้จบเรื่องหารือก่อน ก่อนหน้านี้ เลขาฯ ได้ส่งโน๊ตมาว่ามีสมาชิกต้องการหารือ ผมได้บอกเลขาฯ ให้ส่งเรื่องด้วยว่าจะปรึกษาเรื่องอะไร เพราะที่ประชุมวิป ก่อนที่ใครจะหารือ ผมได้บอกว่าให้ส่งโน๊ตให้ประธาน ถือเป็นข้อตกลง ส่วนที่สอง “ผมบอกให้รอก่อน” เพราะระเบียบวาระท่านพูดกั้นกลางเลย ด้วยการหารือด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษร ท่านทำถูกหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญขนาดนั้นหรือ” นายโสภณ กล่าว

“ผมย้ำแล้วว่า ผมไม่ได้ปิดกั้นท่านเลย ฉะนั้นผมจึงพูดว่า ท่านเอาแต่ได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ แล้วผมจะพูดแบบนี้ ซึ่งในฐานะประธานสภา การควบคุมการประชุมก็ต้องให้มันอยู่ในความเรียบร้อย ตามสมควรที่ผมจะอนุโลมได้ ฉะนั้นวันนี้ สิ่งที่ผมทำไป ผมไม่ได้ผิดอะไร และไม่ได้ปิดกั้นสมาชิก แล้วยังเปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกหารือ แต่ท่านพูดเกินเลยไปแล้ว คนที่ฟังทางบ้านจะเข้าใจผมผิด”

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงว่า ขอให้ท่านประธาน (นายโสภณ) กลับไปย้อนดูคลิปว่า พูดกับนายพงษ์สรณัฐ ว่าอะไร และผมเป็นคนที่ลุกขึ้นมา ขอให้ท่านประธานเปิดประชุมก่อนก็ได้ และให้สมาชิกหารือ ผมเป็นคนหาทางออกให้ ส่วนที่สอง คำพูดที่กล่าวหาว่าผมพูด “เอาแต่ได้” เป็นคำพูดเสียดสีอย่างชัดเจน คำพูดนี้ถือว่ารุนแรงเกินไป ผมขอให้ท่านพิจารณา แต่จะไม่ขอให้ถอนคำพูด และยืนยันว่า ผมไม่ได้พูดเอาแต่ได้

ต่อมา นายพงษ์สรณัฐ ลุกขึ้นทวงถามท่านประธาน ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายปกรณ์วุฒิ ได้ทวงถามถึงการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่วันดังกล่าว ท่านประธานไม่ชัดเจน กำกวม ซึ่งการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเช่นเดียวกับสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุมเพื่อสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ 1 ในตำแหน่งคณะกรรมการสรรหาคือ “ผู้นำฝ่ายค้าน” การที่รีรอไม่แต่งตั้ง ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ดังนั้น หากท่านประธานไม่ได้ถอนตัวออกจากกรรมการสรรหา ระหว่างที่ยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ถือเป็นเรื่องที่เสียหายต่อประชาชนเช่นกัน ดังนั้น จึงขอถาม 2 ประเด็นว่า 1. ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านสถานะถึงขั้นตอนไหน และ 2. การรีรอไม่แต่งตั้ง เป็นผลต่อการสรรหาตุลาการหรือไม่

นายโสภณ ชี้แจงทันทีว่า ประเด็นแรก (แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน) ผมทราบดีตามรัฐธรรมนูญว่า คุณสมบัติเป็นอย่างไร และทราบดีว่าสถานการณ์ของพรรคท่านเป็นอย่างไร ถ้าผมจำไม่ผิด วันที่ (24 เม.ย.) พรรคท่านเพิ่งประกาศหัวหน้าพรรคว่าเป็นใคร หลังจากนั้น ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ แค่ 1 สัปดาห์ ผมรอกระบวนการ เมื่อได้หัวหน้าพรรค และมีสัปดาห์นั้นที่ผมไม่ได้ลงชื่อ เป็นไปตามกระบวนการเลขาฯ พอมาวันจันทร์ผมลงชื่อแล้ว เสนเสนอแต่งตั้งไปแล้ว ผมช้าตรงไหน และท่านไปพูดว่า การสรรหาศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนว่าผมไม่มีมารยาท ขอให้ไปดูระเบียบ ผมถึงบอกว่า ถ้าพูดไม่ครบถ้วน อาจทำให้คนเข้าใจผิดกันไปหมด ฉะนั้น เรื่องแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านไม่ได้ล่าช้า และผมทำตามกระบวนการ ซึ่งหนังสือได้ส่งไปแล้วตามขั้นตอน