“อนุทิน” เคลียร์ใจ “ทรัมป์” ไม่ระงับเจรจาภาษีแล้ว ขอสหรัฐฯ ลดภาษีไทย 2%
บวรวัฒน์ อีจัน
19 พฤศจิกายน 2568

ผลพวงจากเหตุความขัดแย้งด้านพรมแดน ระหว่างไทยและกัมพูชา ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง จากที่ทหารไทยประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้กำลังพล 1 นายต้องสูญเสียขา ก่อนตามด้วยมาตรการรัฐบาล “ระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา” ไม่มีกำหนด ซึ่งส่งผลให้ตัวกลางสำคัญในการเจรจา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจระงับการเจรจาภาษีการค้าของไทยและสหรัฐฯ ชั่วคราว และจะกลับมาเมื่อไทยกลับเข้าสู่ปฏิญญาสันติภาพ นั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าวแล้ว

(18 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เปิดเผยบทสัมภาษณ์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังมีการต่อสายพูดคุย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
การพูดคุยกับ 2 สักขีพยานลงนามสันติภาพ ได้มีการประเมินคำพูดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องประเมิน เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนพูดตรงไปตรงมา จากการพูดคุยนั้นมีการพูดแบบเปิดเผย ไม่มีอะไรแอบแฝง และไม่ได้มีการต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่แจ้งว่าสหรัฐฯ ต้องการเห็นอะไร อย่างที่ได้พูดกับตน มีความกังวลเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากถ้ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ไทยจะระงับการดำเนินการตามปฏิญญา ซึ่งคำว่า “ระงับ” ไม่ใช่การ “ยกเลิก” การเก็บกู้ในการตัดสินใจของไทย และการที่กัมพูชาระบุว่า พร้อมที่จะให้ไทยเข้าไป แต่ตอนนี้ไทยเข้าไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามหลักมนุษยธรรม (Humanitarian Demining)
ทั้งนี้ ตรงกับสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการ ดังนั้นถือว่าตรงนี้เคลียร์แล้ว และทางสหรัฐฯ แฮปปี้ ซึ่งสหรัฐจะไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาว่า อย่าให้มีการขัดขวาง และให้เร่งกู้ทุ่นระเบิดให้เร็วที่สุด เป็นไปตามที่ตนได้เขียนรายงานต่อผู้นำสหรัฐฯ ว่า หากเก็บกู้เร็วเท่าไหร่ ตนก็จะให้ทางสหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าให้ประเทศไทย 2% ซึ่งจะมองว่าเป็นหยอกหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่การที่คนระดับนี้มาพูดคุยด้วย เราก็ต้องเร่งทำในส่วนของเรา

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้บอกกับประธานาธิบดีสหรัฐหรือไม่ว่า การเจรจาภาษีแยกกับเรื่องชายแดนไทย–กัมพูชานั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ได้พูดและได้ถามประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกฯ มาเลเซีย เรื่องนี้เป็นเรื่องของ 2 หน่วยงาน เพราะกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ออกหนังสือให้ระงับการเจรจาภาษีก่อน และหนังสือนี้ก็เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะคุยกับทรัมป์ แต่ขออย่าซีเรียสกับรายละเอียด เรื่องแบบนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา คำพูดนายกฯ ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนนั้นต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศของเรา เรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญ เราต้องทำให้ตรงกับสถานการณ์ให้มากที่สุด ไม่ใช่บอกว่าไปในพื้นที่อันตราย แต่มีทุ่นระเบิด แต่ฝ่ายไทยก็ต้องไปอยู่ดี แบบนี้ไม่ได้ เราก็ต้องทำให้ตรงกับสถานการณ์ให้มากที่สุด
เมื่อถามว่า นับตั้งแต่ยุติปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ กัมพูชาได้มาติดต่อขอโทษกับเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้แจ้งความประสงค์ไปแล้ว ตอนนี้ได้แสดงความเสียใจมาแล้ว เหลือแต่การขอโทษ
ส่วนประเทศไทยยังมีความหวังในการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐให้ลดลงจาก 19% หากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นไปตามเป้า ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ความเป็นประเทศไทย ตรงไหนที่มีโอกาส เนื่องจากการให้ความร่วมมือตลอดเวลาที่ผ่านมา อย่างกรณีสหรัฐฯ เกิดความเข้าใจผิดกับไทย คิดว่าไทยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง เดี๋ยวจะกระทบภาษีนะ ในเมื่อมันไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าไม่ทำก็ขึ้น แล้วถ้าให้ทำ จะลดหรือไม่ล่ะ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของไทยในการเจรจาต่อรอง เขาต่อรองประโยชน์ของเขา เราก็ต่อรองประโยชน์ของเรา ต้องแสวงหาจุดร่วมให้ได้
หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม สหรัฐฯ จะทำอย่างไรนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า สหรัฐฯ เป็นพยาน ไทยเป็นผู้ถูกละเมิดและได้แสดงท่าทีไปแล้วกว่า 11 ข้อ

แม้ว่าไทยแสดงท่าทีแล้ว แต่กลับจะระงับการเจรจาภาษี นายอนุทิน กล่าวว่า อาจจะเป็นความเข้าใจผิด เมื่อชี้แจงก็ไม่มีการระงับแล้ว ซึ่งเราต้องมีหน้าที่ชี้แจง เป็นเรื่องของการสื่อสาร คนนั้นพูดที คนนี้โพสต์ที จะทำให้เกิดความสับสนได้ ดังนั้น สิ่งที่เราได้ทำอยู่ ขอให้ยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศไทยให้มากที่สุด ประโยชน์ของประชาชนไทยให้มากที่สุด การเจรจาการค้าทำอย่างไรก็ได้ ให้ต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชนไทยน้อยที่สุด การเจรจาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้องมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของประชาชนต้องสูงสุด ซึ่งมีหลักของมันอยู่แล้ว
สำหรับการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ผู้แทนการค้าสามารถตัดสินใจเรื่องการระงับการเจรจาได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่สุดท้ายต้องมีการนำเสนอผู้บริหารของเขา ในส่วนของสหรัฐฯ นำมาเสนอให้ไทย ซึ่งไม่น่ามีประเด็นอะไร เพราะไทยมีจุดยืนอยู่แล้วว่าเราจะยืนอยู่ตรงไหน
เมื่อถามว่า หากกัมพูชายังคงแสดงความเป็นปรปักษ์อยู่ ไทยยินยอมจะจับมือด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพบอกแล้วว่าเรื่องการสัมผัสมือเป็นมารยาท เหมือนที่ตนเจอฝ่ายค้านก็ยิ้มและยกมือไหว้ทุกคน เพราะเป็นเรื่องมารยาท แต่หลักการก็กลับมาดำเนินการตามปฏิญญาได้ ก็ต่อเมื่อความเป็นปรปักษ์ของกัมพูชาไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ รัฐบาลต้องเป็นไปตามนั้น จะเห็นเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว