สนธิญา” ยื่น กกต. ชงตัดสิทธิ “บิ๊กป้อม” ส่อพิรุธเงินบริจาค 200 ล้าน

ไม่ทน! “สนธิญา” บุกยื่น กกต. ร้องชงยุบพรรคพลังประชารัฐ – ตัดสิทธิ “บิ๊กป้อม” ปมเบี้ยวเงินช่วยเลือกตั้ง ส่อพิรุธเงินบริจาค 200 ล้าน ถาม หายไปไหนหมด ?

วันนี้ (5 พ.ค. 69) นายสนธิญา สวัสดี พร้อมด้วย กลุ่มอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายัง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเสนอให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค เหตุฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงและกระทำผิด พรป. พรรคการเมือง 2560 หลายมาตรา 

กลุ่มผู้ร้องระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มี สาเหตุหลักมาจากพฤติการณ์ของบริหารพรรคที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใสและขาดธรรมาภิบาล ดังนี้

1. เบี้ยวค่าใช้จ่ายหาเสียง พรรคไม่ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแก่ผู้สมัคร สส. ทั้ง 100 คน แม้แต่บาทเดียว ซึ่งขัดต่อคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในช่วงการรณรงค์หาเสียงว่าพรรคจะสนับสนุนงบประมาณเป็นระยะ 

2. พิรุธเงินบริจาคเอกชน 200 ล้านบาท มีกระแสข่าวแพร่สะพัดในช่วงเลือกตั้งว่าพรรคได้รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนสูงถึง 200 ล้านบาท แต่เงินจำนวนดังกล่าวกลับไม่ถูกส่งถึงมือผู้สมัครในพื้นที่เพื่อใช้ในการรณรงค์เลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของพรรคว่ามีความโปร่งใสตามกฎหมายหรือไม่ 

3. เก็บเกี่ยวคะแนนบนความลำบาก ผู้สมัครระบุว่าพรรคได้รับคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ (Party-list) จากการลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักของผู้สมัครแบบแบ่งเขต แต่พรรคกลับทอดทิ้งไม่ดูแลค่าใช้จ่าย ถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมของผู้บริหารพรรคอย่างรุนแรง 

ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มผู้ร้องเตรียมยื่นหลักฐานให้ กกต. ตรวจสอบว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พรอบ. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลดังนี้

1. ยุบพรรคพลังประชารัฐ 

2. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ตัดสิทธิทางการเมือง) ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทุกคน 

นายสนธิญา กล่าวว่า “พวกเราสู้ด้วยใจ แต่พรรคกลับทำเหมือนพวกเราไม่มีตัวตน เงินบริจาคที่อ้างว่าได้มาหายไปไหนหมด วันนี้เราจึงต้องมาเรียกร้องความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เพื่อพวกเรา แต่เพื่อบรรทัดฐานที่ถูกต้องของพรรคการเมืองไทย”