อนุทิน พบ เจ้าสัว หารือโดยเฉพาะทุนยักษ์ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่เคยเก่า

ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นเลยนะ! อนุทิน หารือกับกลุ่มเจ้าสัวเมื่อวานก่อน เรื่องนี้ดูไม่ใช่เรื่องใหม่หรือน่าตื่นเต้นเลย

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.  2569 รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทำเนียบรัฐบาล หารือกับกลุ่มเจ้าสัว สร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือว่า รัฐบาลและเอกชน โดยเฉพาะ “ทุนยักษ์” พร้อมที่จะก้าวไปพร้อมๆกัน เรียกความสนใจไปทั่วทั้งวงเศรษฐกิจและการเมือง

แต่ถ้าย้อนไปดูจะพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือน่าตื่นเต้นใดๆเลย  หากแต่เกิดมาแล้วหลายครั้ง ที่รัฐบาลและกลุ่มทุนทำงานร่วมกัน และ ตั้งวงร่วมกัน  

เรามาย้อนดูบทบาทของผู้นำในแต่ละยุคกันว่าพวกเขาทำงานกับ “เจ้าสัว” อย่างไร 

เริ่มที่ “ทักษิณ ชินวัตร”  ที่สวมทั้งบทบาท “นายกฯ” และบทบาท “เจ้าสัว”  ดังนั้นจึงมีการหารือกันเป็นระยะๆ แต่แยกแบบเป็นรายกลุ่ม โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม   

ซึ่งระหว่างนั้น “ทักษิณ” ก็มักทำตัวเป็น “เถ้าแก่” มองนโยบายแบบเจาะลึกในแต่ละด้าน  

ต้องบอกว่าสมัยนั้นสามารถรวมกันเป็นเนื้อเดียว  แน่นอนเมื่อรวมกันได้เศรษฐกิจก็เดินหน้า แต่ในทางกลับกัน สายตาที่มองกลุ่มทุนที่แนบชิดกับรัฐบาลก็ตามมาด้วยความระแวงว่าจะเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ 

หลังการรัฐประหาร 2549  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เข้ามาเป็นนายกฯ หลังความวุ่นวายจากสมัย “สมัคร สุนทรเวช” และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์”  

ขณะนั้นโลกเกิดวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส” รัฐบาลยุคนี้เลือกทำงานผ่านกลไกสถาบันมากกว่าการนัดพบแบบเจาะจงตัวบุคคล โดยใช้การประชุมร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อย่างสม่ำเสมอ 

นอกจากนี้ ยังมีการทำร่างพิมพ์เขียว “Reinvent Thailand” เป็นการแพลตฟอร์มระดมสมองร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และนักวิชาการ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ  

ถัดมาสู่ยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลังจากเข้ารับตำแหน่งแบบไม่มีเวลาฮันนีมูนเธอก็ต้องเจอกับ “มหาอุทกภัย”  ก็มีการประสานเครือข่ายธุรกิจมาช่วยกู้วิกฤต จากนั้นก็ รัฐบาลได้จัด National Strategy Workshop ร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจใหญ่ เพื่อวางยุทธศาสตร์ประเทศ 8 ด้าน หวังฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเตรียมรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  

แต่หลังจากนั้น ความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจก็ตึงเครียด เพราะมีหลายนโยบายที่กระทบกับกลุ่มทุนโดยตรงอย่างการจำนำข้าวและการขึ้นค่าแรง  

ถัดมาหลังรัฐประหารปี 2557 รัฐบาลต้องการประทับตราความชอบธรรม “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จึงได้นัดเจ้าสัว 24 คนเข้าทำเนียบฯ  ในเดือนธันวาคม 2558 โดยมีการหารือกันยาวนานถึง 4 ชั่วโมง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น  “คณะกรรมการประชารัฐ” โดยดึงเจ้าสัวมาเป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชนรายสาขา 

และเมื่อถึงวิกฤตโควิด-19  “ประยุทธ์” ใช้วิธี ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง 20 มหาเศรษฐีไทย ขอให้เสนอโครงการเยียวยาประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมแทนการบริจาคเงิน พร้อมทั้งเดินสายไปพบสมาคมภาคธุรกิจด้วยตัวเองเพื่อรับฟังความเห็น เป็นการใช้ทุนใหญ่มาช่วยพยุงสถานการณ์ของประเทศ 

ต่อมาเป็นยุคของ “เศรษฐา ทวีสิน”  คราวนี้เขาไม่เรียกเจ้าสัวเข้าทำเนียบฯ แต่ออกไปหาข้างนอกโดยเป็นการ Dinner Summit  ที่ ณ สำนักงานใหญ่ SCB  

เนื้อหาของการพูดคุยเป็นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจกับนักธุรกิจ 

และล่าสุดกับรัฐบาล “อนุทิน” ต้องบอกว่าแม้รูปแบบจะไม่แปลกใหม่ แต่ถือว่าใหญ่ที่สุด มีเจ้าสัวมาร่วม 35 คน  จาก 10 ภาคอุตสาหกรรม ระดมสมอง 2 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะปิดท้าย ด้วยมื้ออาหาร ที่ตึกสันติไมตรี 

โจทย์ของรัฐบาลนี้คือการยกระดับขีดความสามารถ ดันไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด (ASEAN Power Grid) โดยรัฐบาลขอเป็นเพียง “ผู้สนับสนุน” และเตรียมรวบรวมข้อเสนอเป็น Action Plan ผ่านคณะกรรมการ กรอ. ให้เห็นผลใน 6 เดือน 

ไฮไลต์ที่ต้องจับตาคือ วาทกรรมที่นายกฯ ลั่นไว้ว่า “จะไม่ยึดติดบริบทและกฎหมายเดิม” ซึ่งกว้างพอให้สังคมตั้งคำถามว่า กฎหมายใดจะถูกยกเว้น? และใครจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้บ้าง? 

จะเห็นได้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่เคยเก่า   และกลายเป็นว่า การพบปะเจ้าสัว แทบจะเป็น “ไฟต์บังคับ” ทางการเมืองไปเสียแล้ว  แต่ขึ้นกับว่าจะหาประเด็นอะไรมาเติมแต่ง 

ที่ต้องดูคือจากนี้ความร่วมมือจะเป็นอย่างไร และผลที่ออกมาจะเพื่อประชาชนทั้งประเทศ หรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง