“สิ้นหวังทั้งสองพรรค” ชูวิทย์ ชี้ พรรคภูมิใจไทย-ประชาชน เห็นพรรคสำคัญกว่าชาติ 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

12 ธันวาคม 2568

“สิ้นหวังทั้งสองพรรค” ชูวิทย์ ชี้ พรรคภูมิใจไทย-ประชาชน เห็นพรรคสำคัญกว่าชาติ 

ชูวิทย์ซัดไม่ยั้ง!  

หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา 12 ธ.ค.68 

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์เป็นเกมการเมืองไทย ระบุว่า… 

 “สิ้นหวังทั้งสองพรรค  

พรรคภูมิใจไทยฉีก MOA กับพรรคประชาชนที่ตกลงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

โดยวางแผนจับมือกับ สว. เปลี่ยนเกมโหวตรัฐธรรมนูญจากใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา 

มาเป็นต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3  

อย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำเล่าว่าพรรคประชาชนตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ที่เชื่อใจพรรคอย่างภูมิใจไทยให้เป็นแกนนำรัฐบาล เลือกอนุทินเป็นนายกฯ 

และความผิดพลาดนี้จะโทษใครไม่ได้ นอกจากพรรคประชาชนเอง 

ความคาดหวังที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนต้องพบกับการ “เล่นละครตบตา“ ครั้งใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย 

ที่แกล้งตกลงเซ็น MOA ทั้งที่ในใจของพรรคภูมิใจไทยไม่มีเจตนาจะทำตาม MOA ของพรรคประชาชนตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว 

จะโทษพรรคภูมิใจไทยก็ได้ไม่เต็มปาก เพราะเป็น สันดานการเมือง รับไว้ก่อนแล้วไปแก้ตัวเอาดาบหน้า รู้ๆ กันอยู่ 

ความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่อง สว. โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น “อาวุธลับ” ของพรรคภูมิใจไทยในเกมการเมืองบทนี้  

แต่พรรคประชาชนนอกจากมองไม่เห็นผลเสียแล้ว ยังมองกลับด้าน กลับมุม เห็นเป็นประโยชน์เสียอีก 

ความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทย คือ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โยกย้ายข้าราชการที่ทำกันตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย  

ถลุงงบประมาณที่มีให้ใช้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจัดตั้งรัฐบาล  

กวาดต้อน สส. บ้านใหญ่มาสังกัด 

ด้วยสถานะที่ได้เป็นรัฐบาลจึงรู้ว่าความพร้อมมีมาก 

บรรดาผู้สมัครที่ไม่มีอุดมการณ์ใดๆ ก็ย่อมอยากอยู่กับพรรคที่กระสุนมีไม่จำกัด ไว้ยิงสลุตช่วงเลือกตั้งเท่านั้น  

ในขณะการบริหารงานชั่วคราวของรัฐบาลอนุทินห่วยแตกตั้งแต่ต้น ไม่ว่าภาษีทรัมป์ สแกมเมอร์ น้ำท่วมหาดใหญ่ จัดแข่งขันซีเกมส์ จนถึงล่าสุด  

เมื่อภัยสงครามไทยเขมรกำลังระอุ พรรคภูมิใจไทยเลือกที่จะทิ้งไพ่ใบสุดท้ายชิง “ยุบสภา” โดยอ้างเอาดื้อๆ ว่า “คุม สว. ไม่ได้” 

เป็นแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น 

พรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ด้วยความดื้อ ด้อยประสบการณ์ หวังแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการพึ่งพรรคที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญเดิม 

ส่วนพรรคประชาชนเองยอมไปเป็นฝ่ายค้าน นั่งดูพรรคภูมิใจไทยบริหารประเทศแบบขอไปที แล้วทำทุกอย่างที่ใครๆ ก็พูดว่า เห็นไหมล่ะ เตือนแล้ว 

พรรคภูมิใจไทยได้โอกาสที่พรรคประชาชนมอบให้ โดยเอาแค่ข้อตกลง MOA ซึ่งแม้จะตั้งเงื่อนไขมาสักร้อยข้อ  

พรรคภูมิใจไทยก็เต็มใจทำเป็น เออ ออ ตกลงไปอย่างนั้น  

พรรคประชาชนมีไม้ตายอยู่แค่ หากพรรคภูมิใจไทยไม่ทำตาม ก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากกว่ารัฐบาล 

โดยให้เวลาพรรคภูมิใจไทยไว้ 4 เดือน  

อันเป็นเรื่องประหลาดในระบอบประชาธิปไตย 

ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีไม้ตายที่ สว. 

ทั้งสองพรรคจึงได้ใช้ อาวุธลับ ของตัวเองออกมาแล้ว 

เพียงแต่พรรคภูมิใจไทยวางแผนใช้ตั้งแต่วันแรก 

เสมือนว่า  

“พรรคประชาชนซื้อลอตเตอรีรางวัลที่ 1 แต่ยกให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นรางวัลใช้เงิน แล้วหวังว่าพรรคภูมิใจไทยจะแบ่งเงินรางวัลให้” 

เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการสมประโยชน์ ต่อมาสถานการณ์สงครามทำท่าจะยืดเยื้อหลังโดนเรื่องน้ำท่วม  

ไม่แน่ใจกับสถานการณ์ตัวเอง จึงตัดสินใจยุบสภาดีกว่า 

แผนนี้เหี้ยม แต่ได้ผล เพราะอยู่นานกว่านี้เกมอาจพลิกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ 

การยุบสภาในขณะที่ตัวเองพร้อมสรรพ แต่ชาติไม่พร้อม เพราะอยู่ในภาวะสงครามกับกัมพูชา 

ขนาดว่ายิงกันทั้งวัน เครื่องบินทิ้งระเบิด อพยพชาวบ้านเป็นหลายแสนคนใน 7 จังหวัด 

ใจคอจะไม่คิดถึงบ้านเมืองในภาวะสงคราม เลือกชิงยุบสภาเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายซักฟอก และโหวตล้มรัฐบาล 

พูดง่ายๆ ว่าพรรคภูมิใจไทย “ได้ทุกอย่างแล้วเผ่นหนี” 

ในขณะที่พรรคประชาชนก็ไม่สนใจอะไร มุ่งหัวชนฝาแต่จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว 

เมื่อไม่สมดังใจหมายก็ใช้ “อาวุธลับที่ไม่ลับ” เพราะมีอยู่อย่างเดียว  

และอีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว จึงใช้ “อาวุธลับกว่า” อ้าง ว. ไม่เอาด้วย 

คนเขารู้ทั้งบ้านทั้งเมืองว่า สว. ใครคุม ถึงกับตั้งฉายา สว. สีน้ำเงิน 

ผ่านได้ผ่านดีทุกเรื่องที่ไฟเขียว และไฟแดงเรื่องที่ไม่ต้องการ 

ทั้งสองพรรคจึงเห็นว่า “พรรคสำคัญกว่าชาติ” เห็นประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมืองในขณะวิกฤตสงคราม  

ไม่มีประเทศไหนที่เมื่อมีสงคราม แต่นักการเมืองยังมาห่วงเรื่องแก้กติกาของตัวเอง แล้วเผ่นหนี ยุบสภาไปเลือกตั้ง 

นักการเมืองต้องรวมกัน ไม่มีฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านเพื่อช่วยบ้านเมืองต่อสู้กับศัตรูไว้ก่อน 

เรื่องอื่นว่ากันทีหลังดั่งที่ผมว่าไว้ “ชาติต้องมาก่อน” ในบทความก่อนหน้านี้ 

แต่ใช้ไม่ได้กับสองพรรคนี้ จะโทษพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้  

พรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล มีอนุทินเป็นนายกฯ ด้วยฝีมือของพรรคประชาชน 

พรรคภูมิใจไทยมากประสบการณ์ในเรื่องลีลาการเมืองเป็นอย่างยิ่ง  

แต่บริหารงานด้วยภัยรอบด้าน เอาตัวรอดไปวันๆ  

มุ่งเน้นแต่ประโยชน์พรรคตัวเองมากกว่า 

ขนาดมีภัยพิบัติน้ำท่วม หรือภัยศึกสงครามยังรีบมารับผู้สมัครที่ดูดมา ใส่เสื้อชูมือ 

ส่วนพรรคประชาชนก็เป็น “ละอ่อนทางการเมือง” ไร้ประสบการณ์ 

ไม่รู้จักการเมืองดีพอ แต่ส้มหล่นลงมือได้คะแนนมากเกินไป เพราะหาเสียงเก่ง  

เปรียบเสมือนเด็บจบใหม่ไปสมัครงานพูดจาหน่วยก้านดี แต่พอให้ไปทำงานจริงกลับทำไม่เป็นท่า ไม่ได้เรื่องอย่างที่หวัง 

เพราะขาดประสบการณ์อันถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดในทุกงาน 

ท้ายสุดในเรื่องนี้สอนให้ประชาชนรู้มากอย่างพวกเราได้เห็นว่า 

ทั้งสองพรรคเป็นตัวเลือกให้ประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ได้  

เพราะยึดเอา “พรรคมากกว่าชาติ”  

ประชาชนอย่างพวกเราจึงต้องโหวตสวน 

ไม่สามารถไว้วางใจได้ทั้งสองพรรค” 

แล้วลูกเพจล่ะคะมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับประเด็นนี้