“ขวัญรัตน์” โต้ “ชูวิทย์” แจงปมพ้นรองนายกแพร่ไร้เรื่องทุจริต
พอลลี่ อีจัน
30 มกราคม 2569

เเจ็กพอร์ตตกที่พรรคส้มสินะ!
ก่อนหน้านี้มีกระเเสเดือด เมื่อ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาโพสต์ฟาด ผู้สมัคร สส. แพร่ เขต 1 น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ เกี่ยวกับการแต่งตั้ง ให้ ขวัญรัตน์ ได้เป็นรองนายกฯ โดย นายโชคชัย พนมขวัญ อาแท้ๆ ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาจุกกันหมดเพราะเดือดมากจริงๆค่ะ ซึ่ง ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้พูดว่า….


พรรคส้ม ไม่หยุดเทา แถลงข่าววันนี้มีความปรารถนาดีถึงพรรคส้ม เพราะข้อมูลทั้งหมดมาจาก “เนื้อในส้ม“ โดยทั้งสิ้น ส่งถึงมือและตรวจสอบข้อมูลแล้ว
ผู้สมัคร สส. เขต 1 จ.แพร่ เบอร์ 4 น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ เมื่อปี 2566 ทั้งที่อายุแค่ 33 ปี (กฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งได้ต้องมีอายุ 35 ปีขึ้นไป) แต่งตั้งโดย นายโชคชัย พนมขวัญ อาแท้ๆ ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแพร่
ขวัญรัตน์ได้เป็นรองนายกฯ กินเงินเดือนหลวงไปแล้ว 1 เดือน แถมเบิกงบไปอบรมอีก ท้ายสุดมีคนร้องเรียนว่าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ นายโชคชัยรีบสั่งปลดหลานตัวเองพ้นจากตำแหน่ง และให้คืนเงินเดือนพร้อมเงินที่เบิกไปอบรม นี่ถ้าไม่มีคนทักท้วงคงอยู่ในอำนาจยาวๆ ตามสไตล์ “บ้านเล็ก” ท้องถิ่นเมืองแพร่ ความผิดมันสำเร็จแล้ว แม้จะปลดออกจากตำแหน่งในภายหลัง ความพยายามเข้าสู่อำนาจยังไม่จบเท่านี้
พอมาถึงปี 2569 น.ส.ขวัญรัตน์ กลับมาลงเป็นผู้สมัคร สส. เขต 1 พรรคส้มทั้งที่เข้าข่าย “เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 “ห้ามบุคคลที่เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ” แถมยังจงใจเข้ารับตำแหน่งทั้งที่รู้ว่าอายุไม่ถึงเกณฑ์ ไม่มีสิทธิ์กินเงินเดือนหลวง ถือว่า “ขาดความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พรรคส้มคุยนักคุยหนาว่ามีกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครอย่างดีแต่พบครบ เทาเข้ม เทากลาง และเทาอ่อน เรื่องนี้ขนาดมีเอกสารราชการชัดเจนยังเอามาลงให้ประชาชนเลือกมีผู้สมัครแค่ 500 คน ยังดูแลได้เลอะเทอะแบบนี้ แล้วจะมีปัญญาไปดูแล ”ผู้ประกันตน“ ถึง 20 กว่าล้านคน ที่จะเอาออกจากระบบได้ยังไง? แบบนี้จะไว้ใจพรรคส้มได้หรือ?
กระเหี้ยนกระหือรืออยากเข้าสู่อำนาจ คว้าใครได้ก็จับยัดมาลง ข่าวรั่วมาจากภายในพรรคเอง สนิมเกิดจากเนื้อในส้มเองทั้งนั้น ไม่งั้นคนนอกจะรู้หรือว่า “ภายในพรรคฟัดกันเละ” คนนั้นเป็นเด็กคนนี้ได้ลง แต่ สส. เก่าที่ทุ่มเททำงานให้พรรคกลับถูกเขี่ยออก เพราะเข้าไม่ถึงบรรดาแกนนำบน “หอคอยงาช้าง” ของพรรคส้ม
จากรายที่ 1 โดนฟอกเงิน รายที่ 2 โดนเจ้ามือเว็บพนัน ส่วนรายนี้เป็นรายที่ 3 มีปัญหา “จริยธรรม“ ทำไปทำมาชี้พรรคโน้นพรรคนี้เทา แต่พรรคส้มกลับไม่หยุดเทาเกิดปัญหาซ้ำๆ ซากๆ คนรักกันถึงเตือน ส่วนพวกเชียร์อย่างเดียวจะทำให้เหลิง มีอีกหลายรายที่อยู่ในมือผม อย่าหาว่าขู่ เพราะหลักฐานครบ ผมจะไปได้หลักฐานแบบนี้ที่ไหน? หากไม่ใช่คนในส่งให้ผมเอง



หลังจากโพสต์นี้ได้เผยออกไป ก็ทำให้คนตั้งข้อสงสัยว่าเเล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ต่อมาวันนี้(30 ม.ค.69) สดๆร้อนๆ เมื่อ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาโพสต์อีก 1 โพสต์ ระบุว่า….
จริยธรรมของนักการเมือง เหนือกว่ากฎหมาย ปรากฏชัดว่า ผู้สมัคร สส. แพร่ เขต 1 น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ รู้ตัวว่าเมื่อครั้งรับตำแหน่งเมื่อปี 2566 ไม่มีคุณสมบัติในการเป็น ”รองนายกเทศมนตรี“ เพราะอายุไม่ถึง 35 ปี ในวันแต่งตั้ง เป็นถึง ”ทนายความ นักกฎหมาย“ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง จะอ้างว่าไม่รู้แม้แต่เรื่องอายุตัวเองได้หรือ? รู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าอายุไม่ถึงเกณฑ์ แต่ก็ยังรับเพราะอยากมีตำแหน่ง อย่างนี้มี ”จริยธรรม“ หรือไม่?
การลงเลือกตั้ง สส. แพร่ครั้งนี้ หากได้รับเลือกจะมีคนไปร้อง ทำให้ยุ่งยาก เสียเวลา และต้องไปจัดเลือกตั้งใหม่อีก อันความเป็น ”นักการเมือง“ ต้องมีจริยธรรมเหนือกว่าตัวหนังสือในบทกฎหมาย ต้องมี “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” เพราะเป็นเรื่องที่การเมืองใหม่อย่างพรรคส้มต้องตระหนักมากกว่าพรรคอื่นๆ ที่มักไปกล่าวหาว่าเป็นพรรค “การเมืองเก่า“ หากแม้อายุตัวเองยังแกล้งไม่รู้ จะไปยอมรับรู้เรื่องอะไรอีกเล่า ผู้สมัคร และพรรคส้มจึงเป็น “การเมืองปากว่าตาขยิบ” แสร้งทำดีให้ประชาชนมันต้องเหนื่อยแบบนี้ ไม่ใช่แค่เดินหาเสียงตามตลาด จัดรถทัวร์รถหาเสียงแห่ตามถนน แล้วปราศรัย “ปลุกระดม“ ด้วย ”บทกวีชนชั้น” อันขมขื่นว่าถูกกลั่นแกล้งย่ำยีจากชนชั้นปกครอง นี่แค่หนังตัวอย่าง เพราะยังมีหลักฐานจากในพรรคที่ทะเลาะกันส่งให้อีกมาก อันเป็นส่วนหนึ่งใน “สงครามสั่งสอน” ของธรรมศาสตร์รุ่นพี่ต้อนรับน้องใหม่ Coming soon
เรียกว่าโพสต์ฟาดกันไปเต็มๆ ปลุกระดมความฮือฮาของการเมืองขึ้นเเบบที่ต้องตามต่อ ซึ่ง เมื่อวันที่ 29 ม.ค.69 ที่ผ่านมา นางสาวขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่หนึ่ง สังกัดพรรคประชาชน หมายเลขผู้สมัคร 4 ก็ไม่รอช้าได้ออกมาประกาศขอชี้แจงต่อกรณีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ดังนี้


เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 66 นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. 66 เป็นต้นไป และต่อมา เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 66 นายโชคชัย พนมขวัญ ก็ได้มีคำสั่งให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 48 โสฬส (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 กล่าวคือ ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ จากการที่ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ดิฉันมิได้พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่าทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการแต่อย่างใด ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีตามมาตรา 48 โสฬส (ประกอบมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

นอกจากนี้ การที่ดิฉันได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ในขณะที่อายุยังไม่ครบ 35 ปีบริบูรณ์ในวันที่แต่งตั้ง ก็ไม่ใช่การกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่า ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการ เพราะดิฉันเป็นผู้รับคำสั่งแต่งตั้งและถ้าจะมีประเด็นว่า ดิฉันขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ก็มิใช่การใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของดิฉันในการแต่งตั้งแต่ประการใด
เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฯ มาตรา 98 (ที่กำหนดลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นลักษณะต้องห้ามเฉพาะกรณีเคยถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ เท่านั้น การออกจากตำแหน่งตามคำสั่งของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ก็ดี หรือพ้นเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ดี ไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ดิฉันขอชี้แจงประเด็นถัดไปว่า ต่อข้อเท็จจริงกรณีนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันดังกล่าวข้างต้น ในเรื่องนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่งจังหวัดแพร่ ลับ ที่ 2260/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 25 กันยายน 2566 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายโชคชัย พนมขวัญ ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ กรณีออกคำสั่งแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และพิจารณาแล้วมีมติว่า เป็นกรณีกล่าวหาในเรื่องที่มิใช่ความผิดร้ายแรง และในการนี้ ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย แต่เพื่อมิให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นอีก จังหวัดแพร่จึงตักเตือนและกำชับนายโชคชัย พนมขวัญ ในการดำเนินการแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ตามหนังสือ ที่ พร 0023.4/002 เรื่อง ตักเตือนและกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2567
ในเรื่องนี้ สืบเนื่องจาก เดิมมาตรา 48 เบญจ กำหนดอายุผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี (ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับ รองนายกเทศมนตรี) คือ 30 ปี ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546 ต่อมา เมื่อปี 2562 เพิ่งปรับเกณฑ์อายุเป็น 35 ปี ในเรื่องนี้ นายโชคชัย พนมขวัญ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ตั้งแต่ปี 2547 เรื่อยมาติดต่อกัน จึงเข้าใจมาโดยตลอดในประเด็นอายุของรองนายกเทศมนตรีว่าใช้เกณฑ์อายุ 30 ปี อันเป็นความเข้าใจโดยสุจริตของนายโชคชัย พนมขวัญ อีกทั้ง การสั่งการก็เป็นการแสดงข้อมูลของดิฉันทั้งหมดต่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน โดยเจ้าหน้าที่ก็มิได้ทักท้วงเรื่องเกณฑ์อายุแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า นายโชคชัย พนมขวัญ ไม่มีเจตนาปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่ตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2552
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจ ได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และจังหวัดแพร่ แล้วว่า ไม่ได้ทุจริตหรือประพฤติมิชอบแต่อย่างใด ในทางเดียวกันนี้ ดิฉันซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะมีความผิดในข้อหาดังกล่าวได้อย่างไร
ในเรื่องนี้ บุคคลที่มีใจเป็นธรรมย่อมตระหนักถึงความเป็นเหตุเป็นผลดังกล่าวนี้ได้ และดิฉันขอยืนยันว่า ดิฉันไม่เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติมิชอบในวงราชการแต่อย่างใด ดิฉันมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ
ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงขอยืนยันว่าดิฉันยังมีสถานะผู้สมัคร สส. ทุกประการ ทุกคะแนนที่พี่น้องชาวแพร่จะมอบให้ดิฉัน จะไม่เสียเปล่า เหลือเวลาอีกเพียง 10 วัน ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ดิฉันจะตั้งใจรณรงค์หาเสียง ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหวั่นไหวกับผู้ที่ปล่อยข่าวโจมตีโดยมีวัตถุประสงค์จะสกัดกั้นพรรคประชาชนจากการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ตามที่พี่น้องประชาชนคาดหวัง เดินหน้าสู่ชัยชนะด้วยกัน 8 กุมภา กาส้ม 2 ใบ จัดตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกันค่ะ
อย่างไรก็ตามมันเก็เป็นคำพูดของทั้ง 2 ฝั่งค่ะ ลูกเพจพิจารณาด้วยนะคะ
ที่มา: เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ https://www.facebook.com/share/p/17uKjmFnPy/ , https://www.facebook.com/share/p/1CC7KZieH3/ เเละเฟซบุ๊ก ทนายเก้า ขวัญรัตน์ พนมขวัญ https://www.facebook.com/share/p/1DhwfPPRrD/