“รัฐบาลภูมิใจไทย” ปิดดีล 292 เสียง คุม 14 กระทรวง ส่ง กล้าธรรม – ปชป. นั่งฝ่ายค้าน
บวรวัฒน์ อีจัน
9 มีนาคม 2569

ผ่านไปกว่า 1 เดือนเต็ม ๆ ภายหลังเสร็จสิ้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งระหว่างทาง พรรคภูมิใจไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้าทาบทามหาพรรคร่วมรัฐบาล และที่สื่อจับตามองคือ พรรคกล้าธรรม ซึ่งถือเป็นพรรคคู่บุญกันมาตลอด แว่วว่าครั้งนี้อาจไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วยกัน ล่าสุด จุดยืนชัดเจนแล้ว

(8 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิดการสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” เพื่อปฐมนิเทศและกำหนดทิศทางการทำงานของ สส. ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

โดยภายในงานสัมมนา สส. พรรคภูมิใจไทย 192 สส. ครั้งนี้ คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ได้นำรายชื่อของบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค โดยมีจำนวนเยอะกว่าเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อให้หัวหน้าพรรคคัดเลือก และนำรายชื่อ ส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำไปตรวจสอบผ่าน 9 หน่วยงาน
ล่าสุดมีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 26 ตำแหน่ง ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมอีกครั้ง แต่จะดูแลครอบคลุม 14 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
แบ่งเป็นโควตานายอนุทิน 5 ตำแหน่ง คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
ขณะที่โควต้ากลุ่มบ้านใหญ่ ปรากฎชื่อ นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, นายไชยชนก ชิดชอบ, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์, นายวราวุธ ศิลปอาชา, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์

นอกจากนี้ กลุ่มเลือดแท้ที่ทำงานให้กับพรรคภูมิใจไทยมาตลอด มีชื่อของ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ, นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล, นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร
ขณะที่ตำแหน่งประธานสภา คือ นายโสภณ ซารัมย์ ส่วนรองประธานสภาคนที่หนึ่ง เป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย แต่ได้มอบหมายให้ สส.ภาคใต้ ตกลงคัดเลือกกันอีกครั้ง
ขณะที่โควตาพรรคร่วม คือ พรรคเพื่อไทย จะได้ 8 คน 9 ตำแหน่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยส่งรายชื่อผู้ที่จะเหมาะสมได้เป็นรัฐมนตรีมาเกินกว่าโควตาเช่นกัน โดยพรรคภูมิใจไทย ให้อำนาจเพื่อไทยในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม โดยไม่ได้กำหนด หลักเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือเป็นคนรุ่นเก่า แต่จะต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี ควบคู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภาคนที่ 2 ยังไม่ได้ข้อสรุป
ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐ จะได้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง คือ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ส่วนพรรคเล็ก 1-2 เสียง จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีต่อรอง เพราะพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องการรวมเสียงหรือตั้งมุ้ง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นการเคาะในตำแหน่งท้ายสุด ซึ่งจะรอดูสถานการณ์ในโค้งสุดท้าย
สำหรับโผคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 เสร็จสมบูรณ์ในทันทีที่มีการโหวต นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว และการจัด ครม.ครั้งนี้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของพรรค ที่ต้องการวางคนให้เหมาะกับงาน ที่ต้องจัดแต่ละกระทรวงทำงานสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันขึ้นตรงกับนายกฯ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างรัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ จะมี 292 เสียง ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคเล็ก โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง

แล้วลูกเพจคิดเห็นอย่างไร รู้สึกพอใจกับโฉมหน้ารัฐบาลชุดนี้หรือไม่ กับอนาคตของประเทศไทยที่จะต้องเดินหน้าไปต่ออีก 4 ปีข้างหน้า ?
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว