“อุ๊งอิ๊ง” ลั่นรัฐบาลอยู่ครบเทอม นัด 12 ธ.ค.นี้ เปิดของขวัญปีใหม่
ต้นกุมภาฯ อีจัน
21 พฤศจิกายน 2567

วันนี้ (21 พ.ย.67) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ประเทศไทย : โอกาส-ความหวัง-ความจริง” โดยระบุตอนหนึ่งว่า ภายหลังจากการเดินทางไปเยือนประเทศเปรู และได้หารือร่วมกับผู้นำหลายประเทศ ซึ่งมีความสนใจมาลงทุนในไทย หากการเมืองประเทศไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ต่างประเทศมีความเชื่อมั่นที่จะมาลงทุนในไทยมากยิ่งขึ้น
น.ส.แพทองธารกกล่าวว่า ยืนยันว่ารัฐบาลจะสามารถอยู่จนครบเทอมได้ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจได้ว่าการลงทุนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสานต่อนโยบายที่รัฐบาลอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ดำเนินการไว้ เพื่อทำให้ต่างชาติและนักลงทุนเชื่อมั่นว่าการลงทุนไปแล้วไม่สะดุด
“สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การใช้งบลงทุนกว่า 9.6 แสนล้านบาท ให้เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงงบลงทุนรัฐวิสาหกิจด้วย ซึ่งปกติจะใช้กันไม่ค่อยหมด โดยปีหน้ากำชับว่า ให้ใช้กันให้ทัน ให้คุ้มค่าภาษี”น.ส.แพทองธารกล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 12 ธ.ค.67 ซึ่งเป็นวันครบรอบการทำงานระยะ 90 วันของรัฐบาล ดังนั้น จะมีการแถลงผลงาน และเปิดเผยรายละเอียดนโยบายของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน รวมถึงนโยบายใหม่ๆ ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย
ขณะเดียวกัน สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ล่าสุดสภาพัฒน์ฯ ได้แถลงจีดีพีไตรมาส 3/67 ขยายตัว 3% ถือเป็นสัญญาณที่ดีทางเศรษฐกิจของไทย โดยรายได้หลักมาจากการลงทุนภาครัฐบาล รวมถึงภาคท่องเที่ยว มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากกว่า 28% จากปีที่แล้ว

“คาดว่าในปีนี้จะมียอดนักท่องเที่ยวสูงถึง 36 ล้านคน และอาจจะขึ้นไปถึง 40 ล้านคนได้ในปีหน้า เท่ากับสถิติเดิมก่อนเกิดโควิด-19 ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยกำลังกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่”น.ส.แพทองธารกล่าว
โดยเป็นผลจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลทั้งวีซ่าฟรี การพัฒนาการบริการของสนามบิน นโยบาย Festival Country ที่ได้ทำต่อเนื่องจากรัฐบาลนายกฯ เศรษฐาฯ ทั้งนี้ จากการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 68 คาดว่าจะโตกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าไทยมากขึ้น โดยมี 3 แนวทาง คือ 1.ประเทศไทยพร้อมจะเป็นครัวโลกและ food security โดยนำเทคโนโลยีพัฒนาและถนอมอาหารให้มีคุณภาพและความสดใหม่ เพื่อให้การส่งออกวัตถุดิบ และการส่งออกอาหารไทยไปทั่วโลกมากขึ้น
2.โอกาสในสุขภาพ (Wellness) ซึ่งไทยมีอาหารดีต่อสุขภาพ สมุนไพรหลากหลาย ระบบการรักษาที่ดี โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ รวมถึงโรงพยาบาลมีชื่อเสียงระดับโลกหลายแห่ง รัฐบาลจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพในทุกด้าน

3.อุตสาหกรรมที่สร้างซอฟต์เพาเวอร์ โดยรัฐบาลมองเห็นศักยภาพในวัฒนธรรมไทย ซึ่งให้คุณค่ากลายเป็นมูลค่า เพื่อยกระดับชีวิตของประชาชน เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ รัฐบาลประกาศนโยบายจะเพิ่ม Cash Rebate ให้กองถ่ายต่างประเทศที่จะมาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยจาก 20% เป็น 30% เพื่อประหยัดต้นทุนในการถ่ายทำได้
ซึ่งจากการที่ได้ไปพูดคุยกับ 7 บริษัทผลิตภาพยนตร์หลายบริษัทในสหรัฐ มาตรการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยปีที่ผ่านมาพบว่ามีถึง 40 ประเทศที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย 450 เรื่อง สร้างเม็ดเงินได้ถึง 190 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าอนาคตจะเพิ่มเม็ดเงินเข้าประเทศมากขึ้น