“รัฐบาล–แบงก์ชาติ” ยืนซัดหมัด บนซากเศรษฐกิจ
ทีมออนไลน์
21 กุมภาพันธ์ 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย “กรรณะ”
เรียกได้ว่าถ้าไม่นับฝ่ายค้าน “แบงก์ชาติ” ถือได้ว่าเป็นคู่เดือดที่ “รัฐบาลเพื่อไทย” ต้องต่อสู้ยืนแลกหมัดกันมายาวนานที่สุดนับแต่เลือกตั้ง
ยุค “เศรษฐา ทวีสิน” ก็เรียกร้องเรื่องการลดดอกเบี้ย จนล่าสุดมาถึง “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร” ได้โพสต์มติ ครม. สัญจรที่ จ.สงขลา ว่าขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยละภาระประชาชน
ซึ่งเรื่องนี้สืบเนื่องมากจาก ก่อนหน้านั้นสภาพัฒน์ ได้เผยแพร่รายการสภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2567 และระบุ GDP ขยายตัว 3.4% แต่การลงทุนภาคเอกชนหดตัว
นอกจากนี้หากดูทั้งปี GDP โตแค่ 2.5% มากหรือน้อยแค่ไหนถ้ายังดูไม่ออก ให้เทียบว่าทั้งอาเซียน เราชนะเมียนมาอยู่ประเทศเดียว และคาดการณ์ปีหน้าก็จะโตแค่ 2.8% ซึ่งถือว่าต่ำมาก
ยิ่งเทียบกับอัตราเติบโตที่ดีที่สุดอย่างเวียดนามโตถึง 6.4% และปีหน้าคาดว่าจะเป็น 6.6%
แน่นอนว่าตัวเลขดังกล่าวย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยรู้สึกไม่สบายใจ เพราะโจทย์ใหญ่ที่ “เพื่อไทย” รับ จนถึงขั้นเป็นข้ออ้างในการข้ามขั้ว ก็คือความหวังในการทำเศรษฐกิจให้ดีขึ้น หากทำไม่ได้แต้มต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็แทบไม่เหลือ
เราจึงเห็น “เพื่อไทย” ออกอาการเม้งแตกกับแบงก์ชาติหลายครั้ง เพราะพวกเขาเชื่อว่า การที่กำหนดดอกเบี้ยไว้สูงทำให้คนไม่กู้เงิน ไม่นำเงินออกมาใช้ เม็ดเงินไม่หมุน เศรษฐกิจไม่โต

ขณะที่แบงก์ชาติก็บอกว่าที่อัตราการปล่อยกู้ต่ำก็เพราะผู้กู้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
เอาง่ายๆ คือคนกู้ที่พอจะใช้หนี้ได้มีไม่มาก เลยทำให้ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะหากปล่อยไปก็เสี่ยงจะเป็นหนี้เสีย
แน่นอนว่าทั้งคู่ก็ยืนอยู่ในจุดของตัวเอง และมีชุดคำอธิบายที่เป็นของตัวเอง
ต้องบอกว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องดำเนินด้วย 2 ขา ขาหนึ่งคือนโยบายการคลัง ที่ดูแลโดยรัฐบาล มีหน้าที่หาเงิน เดินหน้าการค้า เก็บภาษี ใช้เงิน เพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่อีกขาคือขาการเงิน ที่ดูแลโดยธนาคารกลางแบงก์ชาติ ที่จะดูแลเรื่องเสถียรภาพ และใช้นโยบายดอกเบี้ยดูแล
เช่นถ้าเกิดภาวะเงินเฟ้อ หรือมีเงินในระบบมากเกินไป ก็จะเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อจูงใจให้คนเก็บเงิน และไม่กู้ออกมาใช้ ทำให้เงินในระบบน้อยลง แต่ในทางตรงข้ามหากเกิดภาวะเงินฝืดหรือเงินน้อยคนไม่กล้าใช้ก็จะลดดอกเบี้ยเพื่อให้คนกู้มาใช้ ไม่นำเงินไปฝากเอาดอก และเร่งสภาวะเศรษฐกิจ
นอกจากนี้หากเศรษฐกิจมีการเติบโตเกินไป “แบงก์ชาติ” ก็จะแตะเบรก เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน แต่หากเศรษฐกิจฝืดเคืองก็จะเหยียบคันเร่งโดยการลดดอกเบี้ยเช่นกัน
ในทางอุดมคติหากทั้งคู่ไปด้วยกันอย่างสมดุล เศรษฐกิจก็จะโตแบบมั่นคง แต่หากขัดแย้งกันรัฐบาลใหญ่กว่า เน้นแต่เศรษฐกิจโตอย่างไม่มั่นคงก็จะเกิดภาวะฟองสบู่แตก เช่นอาร์เจนตินา เวเนซูเอชา แต่หากแบงก์ชาติใหญ่กว่า การเดินหน้าเศรษฐกิจก็จะไปอย่างเชื่องช้า
แต่หลักที่ต้องยึดคือ “ความเป็นกลาง” ของแบงก์ชาติ ที่รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้เพื่อคานอำนาจกันและกัน
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาในรัฐบาล “เพื่อไทย” ก็เกิดภาวะที่คัดง้างกับแบงก์ชาติตั้งแต่ยุค “เศรษฐา ทวีสิน”
หากจำได้ “เศรษฐา” ออกมาเรียกร้องให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนี้มีเรื่องที่รัฐบาลเสนอที่จะแจกเงินหมื่นทุกคนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายที่หาเสียง แต่ดูเหมือนว่า “แบงก์ชาติ” เองก็ไม่เห็นด้วย จนมีวิวาทะอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายรัฐบาลต้องถอยโดยค่อยๆทยอยแจกเริ่มที่กลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ในตอนนั้น “แพทองธาร ชินวัตร” ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน โดยครั้งนั้นบอกว่า “ความเป็นอิสระของแบงก์ชาติเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”
แม้ว่าระยะหลังความขัดแย้งดูจะเบาลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะมีทั้งเรื่องการเสนอ ชื่อ “ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือ ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ที่มีการเสนอชื่อ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ “เพื่อไทย” จนได้รับการเลือก แต่สุดท้ายก็ถูกท้วงติงคุณสมบัติเรื่องความเป็นกลางจนชวดตำแหน่งนี้
และล่าสุดเมื่อรายงาน GDP ออกมายิ่งทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นตัวชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังมีปัญหาจึงเป็นอีกครั้งที่ รัฐบาลชี้เป้าไปที่แบงก์ชาติ ว่าการไม่ยอมลดดอกเบี้ยทำให้เศรษฐกิจไม่โต
ก็ต้องดูว่าแบงก์ชาติจะออกมาว่าอย่างไร แต่ตามหน้าเสื่อที่ผ่านมาแบงก์ชาติก็คงยืนที่ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ย แต่อยู่ที่คุณภาพของผู้กู้ต่างหาก จึงกลายเป็นปัญหาไก่กับไข่
บอกเลยว่า ความขัดแย้งระหว่าง “แบงก์ชาติ” กับ “รัฐบาล” ตลอดเกือบสองปีของรัฐบาลเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เพราะตัวเลข GDP ก็ชี้ชัดแล้วว่าสถานการณ์ของเราอยู่ในระดับไหน และกับโลกทุกวันนี้อย่าว่าแต่ถอยหลังเลย แค่เดินช้ากว่าเขา ชาวบ้านก็กระโดดไปไกลแล้ว