ถึงเวลาทำหน้าที่ “รัฐบาล” ต้องไม่มีแม้แต่ช่วง “สงกรานต์”
ทีมออนไลน์
เมื่อสักครู่

ถึงเวลาทำหน้าที่ : รัฐบาลต้องไม่มีแม้แต่ช่วง “สงกรานต์”
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
เสร็จสิ้นการแถลงนโยบายของรัฐบาลไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าจากนี้ไม่มีอะไรที่เป็นข้ออ้างอีกต่อไป เพราะนาทีนี้ถือว่ารัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ
โชคดีของรัฐบาลชุดนี้คือ “ฝ่ายค้าน” ไม่เป็นเอกภาพ โดยเฉพาะ “พรรคส้ม” ที่ดูเหมือนจะโดดเดี่ยวจากพรรคพวกด้วยกันเอง

ขณะที่ “พรรคประชาชน” เองก็ดูเหมือนจะถูกปันสมาธิไปที่การโจมตีพรรคร่วมอย่าง “เพื่อไทย” ซึ่งเป็นอดีตคนเคยรัก ทั้งๆที่จริงๆควรลืมภาพเก่าภาพจำที่กลายเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว เพราะนาทีนี้ “เพื่อไทย” มูฟออนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่สิ่งที่รัฐนาวาซึ่งนำโดย “ภูมิใจไทย” ต้องนำประเทศเราเผชิญคือ ปัญหาวิกฤตพลังงาน และ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิที่จะคงอยู่ต่อเนื่องและยาวนาน
ต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าอย่างไร ปัญหาวิกฤตพลังงานจะยังคงอยู่ พอๆกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
ข้อเท็จจริงคือ แม้จะไม่มีปัญหาเรื่องสงครามหรือพลังงาน “ไทย” ก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาระดับหนักหน่วงที่ซึมลึก

โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยได้รับการดูแลและสร้างขึ้นมาอย่างจริงจังนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 จนมาถึงเมื่อสภาชุดที่แล้วก็ยังต้องเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนทางการเมือง เอาง่ายๆว่า 2 ปีกว่าๆ ใช้นายกรัฐมนตรีถึง 3 คน
หนำซ้ำต้องเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์ยิ่งทำให้กำลังการผลิตเราถดถอย จนนาทีนี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนปกติเข้ามาได้
ซ้ำเมื่อโลกต้องเผชิญภาวะถดถอยอันเนื่องมาจากวิกฤตพลังงาน งานของไทยจึงยากกว่าคนอื่นอีกเป็นเท่าตัว
มิหนำซ้ำการแย่งชิงพลังงานปิโตรเลียมกำลังเป็นโจทย์หลัก เพราะแม้ว่าสงครามจะสงบ แต่โครงสร้างการผลิต โครงสร้างด้านพลังงานล้วยถูกทำลาย ต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะฟื้นฟู สภาวะการแย่งชิง การขาดแคลนจะทวีความรุนแรง
หันกลับมาดูบ้านเราใครจะเชื่อว่าเราสามารถไปแข่งขันเพื่อแย่งชิงพลังงานและจัดสรรทรัพยากรสู้กับประเทศอื่นได้
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญหน้า และต่อสูเพื่อกู้วิกฤตให้ได้

รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการ ท่านมิใช่เพียงทำอย่างไรให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ในระยะสั้น แต่ต้องวางแผนว่าเราจะส่งต่อประเทศที่ “กำลังพัฒนาแบบถดถอย” เช่นนี้ไปให้ลูกหลานอย่างนั้นหรือ
เมื่อก่อนไทยเคยอยากเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้เรากลายเป็นนักมวยไร้อันดับ คนที่เคยคู่คี่กับเราอย่างเกาหลีใต้ก็ไม่เห็นฝุ่นไปแล้ว
ในอาเซียน อดีตเราเคยเป็นรองเพียงสิงคโปร์ ซึ่งก็อาจจะยอมรับกันได้ และตั้งเป้าว่าจะเป็นเบอร์สองขออาเซียน เราเคยแข่งขันอย่างทัดเทียมกับ “มาเลเซีย” แต่วันนี้ “มาเลเซีย” ก็ก้าวข้ามเราไปเป็นที่เรียบร้อย กลายเป็นเรากำลังคู่คี่กับ “เวียดนาม” แต่หากไปดูสถิติก็จะพบว่าถึงปัจจุบัน เราก็เริ่มเป็นรองเวียดนามอีกเช่นกัน
นี่คือสภาพที่เรากำลังเจอ คำถามคือถ้าจบวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง เราจะอยู่จุดไหน
การวัดระหว่างที่เจอวิกฤตอาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะวิกฤตทำให้ยากลำบาก แต่จุดชี้เป็นชี้ตายคือการผงกหัวขึ้นจากช่วงวิกฤต หากใครทำได้ดีกว่าก็กระโดดแซงไปได้เร็วกว่า
จบการแถลงนโยบาย รัฐบาลจึงต้องเริ่มทำงานต็มที่ถึงขนาดที่ว่าไม่มีสงกรานต์สำหรับพวกเขาเสียด้วยซ้ำไป
