ข่าวจริง! ก.สาธารณสุข เตือนใช้ห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงติดเชื้อ HPV
ต้นกุมภาฯ อีจัน
13 สิงหาคม 2567

ไขข้อสงสัยใช้ห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงติดเชื้อ HPV จริงหรือ?
วันนี้ (13 ส.ค.67) รายงานจากเพจเฟซบุ๊ค Anti-Fake News Center Thailand หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โพสต์ข้อความระบุว่า ตามที่มีผู้ส่งต่อข่าวสารเรื่องการใช้ห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงติดเชื้อ HPV ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง
ข่าวน่าสนใจอื่น
จากการตรวจสอบข้อมูลจาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า เชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง โดยเฉพาะผ่านการสัมผัสที่บริเวณอวัยวะเพศและการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ทำให้เชื้อ HPV แพร่กระจาย
อย่างไรก็ตาม เชื้อ HPV สามารถพบได้ในที่สาธารณะ เช่น ลูกบิดประตูหรือพื้นผิวต่าง ๆ ในห้องน้ำ แต่โอกาสที่จะติดเชื้อจากการสัมผัสทางผิวหนังในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายที่ไม่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศ เช่น การสัมผัสมือหรือการจับลูกบิดประตู ไม่ใช่ช่องทางหลักที่ทำให้ติดเชื้อ HPV เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้ต้องการสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการแพร่กระจาย เช่น บริเวณเยื่อเมือกของอวัยวะเพศและปาก
ถ้าหากมือไม่มีแผลเปิด การสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อ HPV ก็มีโอกาสน้อยมากที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการติดเชื้อ เนื่องจากผิวหนังปกติทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทั้งนี้ ควรล้างมือให้สะอาดหลังจากสัมผัสพื้นผิวในที่สาธารณะเพื่อป้องกันการนำเชื้อไปสู่บริเวณอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น บริเวณเยื่อเมือกหรือปาก
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การรักษาความสะอาดในห้องน้ำและการปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจพบในห้องน้ำสาธารณะ การทำความสะอาดห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ การล้างมือให้สะอาด และการใช้สิ่งของส่วนตัวอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงโดยรวมในการติดเชื้อทุกชนิด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงพยาบาลเปาโล อธิบายเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) หรือ เชื้อแปปิโลมา เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อเนื้อเยื่อบุผิว และก่อที่ก่อโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ด้วยการสัมผัสเชื้อโดยตรง หรือการมีเพศสัมพันธ์
นอกจากนี้ ผู้ที่มีเชื้อ HPV อยู่ในร่างกาย มักไม่มีอาการแสดงใด ๆ จึงอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพบเชื้อชนิดนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากที่สุดคือ สายพันธุ์ 16 และ 18 ราว 90% ของการติดเชื้อเอชพีวีไม่แสดงอาการของโรคและหายได้เองภายในระยะเวลา 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีพบว่าการติดเชื้อเอชพีวีคงอยู่และส่งผลให้เกิดหูด หรือรอยแผลพรีแคนเซอรัส แผลพรีแคนเซอรัสเหล่านี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เกิด อาจส่งผลให้นำไปสู่มะเร็งปากมดลูก, ปากช่องคลอด, มดลูก, องคชาต, ก้น, ปากและคอ
ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www3.dmsc.moph.go.th/ หรือโทร. 0 2589 9850-7
